สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : ชี้แจงเหตุสั่งไม่ฟ้องคดีร่วมฆ่า บิลลี่

วานนี้ อัยการออกมาชี้แจงที่มาที่ไปแล้วว่า เพราะเหตุใดจึงไม่สั่งฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก คดีร่วมกันฆ่า นายบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่ง มึนอ ภรรยาของนายบิลลี่ ที่ไปฟังคำชี้แจงก็เข้าใจเหตุผล แต่ยอมรับไม่ได้ และเตรียมจะเดินหน้ายื่นฟ้องเอง ไปติดตามจากรายงาน

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เริ่มต้นชี้แจงจากข้อกล่าวหา ที่ DSI ยื่นฟ้องผู้ต้องหา 4 คน ในคดีนี้ ประกอบสำนวนคดี 17 แฟ้ม ซึ่งทั้ง 8 ข้อหา ประกอบด้วยความผิดฐานร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง, ร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธ, ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันอำพรางคดีก่อนชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น, ร่วมกันเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต, ร่วมกันใช้ตำแหน่งหน้าที่ข่มขืนใจให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน และร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

หลังการตั้งคณะพนักงานอัยการขึ้นมาพิจารณา ก็เห็นว่าทั้ง 8 ข้อหาที่ว่ามา มีเพียงข้อหาสุดท้าย คือ ความผิดฐานร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพียงข้อหาเดียว ที่มีพยานหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์ เชื่อว่าเอาผิดกับผู้ต้องหาได้ แต่ข้อหาอื่น ๆ พยานหลักฐานยังขาดน้ำหนัก

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยังชี้แจงว่า ในระบบศาล การจะยื่นฟ้องคดีใดคดีหนึ่งนั้นกระทำได้ครั้งเดียว หากมีการส่งฟ้องศาลไปแล้ว บรรยายในรายละเอียดไม่ได้ สุดท้ายศาลสั่งยกฟ้อง จะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่า พร้อมกับยืนยันว่า ความเห็นดังกล่าวไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นายชัยวัฒน์ กับพวก ไม่ได้ทำผิดในคดีร่วมกันฆ่า แต่ที่ยังไม่สั่งฟ้องเพื่อรักษาโอกาสในการฟ้องเอาผิดในข้อหานี้ หากดีเอสไอมีพยานหลักฐานที่ดีกว่าในภายหลัง

หลังฟังคำชี้แจงของสำนักงานอัยการสูงสุด นางมึนอ ยอมรับว่า เข้าใจในการอธิบายของอัยการ แต่ยังรับไม่ได้กับการไม่สั่งฟ้อง หลังจากนี้ก็จะนำความเห็นที่เป็นลายลักษณ์อักษรดังกล่าวของอัยการ กลับไปพิจารณาเพื่อเตรียมยื่นฟ้องเองในภายหลัง

ขณะที่ ดีเอสไอ ได้แถลงชี้แจงในกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องการตรวจพิสูจน์ชิ้นกระดูกโดยการตรวจหาสารพันธุกรรมผ่านระบบไมโครคอนเทรียม เป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับของสากล ที่ใช้ในการตรวจหาดีเอ็นเอจากกระดูกที่มีความเสื่อมสภาพ

ซึ่งการจะชี้ผลว่าใช่ นายบิลลี่ หรือไม่ ต้องใช้การสืบสวนประกอบ ซึ่งผลการสอบปากคำญาติของ นายบิลลี่ ได้ข้อเท็จจริงว่า นอกจากญาติที่เสียชีวิตซึ่งได้ประกอบพิธีเผาและฝังดินไปแล้ว ญาติที่เหลือทุกคนยังมีชีวิตอยู่ มีเพียง นายบิลลี่ คนเดียวที่หายตัวไป ส่วนเรื่องการสอบสวนพยานบุคคล ก็ยืนยันว่าไม่มีการบังคับใครให้ปากคำ หรือให้กลับคำให้การแต่อย่างใด

สำหรับคดีนี้มีการสอบสวนพยานไป 131 คน แต่เนื่องจากอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ดีเอสไอจึงไม่สามารถไปแสวงหาพยานอื่นเพิ่มเติมได้อีก หลังจากนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาพยานหลักฐานที่มี ว่าควรเห็นด้วย หรือควรเห็นแย้งกับทางอัยการ ซึ่งดีเอสไอยังมีเวลาพิจารณาตามกรอบระยะเวลาไม่เกินภายใน 30 วัน