เช้าข่าว 7 สี

จำคุก 5 แกนนำ พธม. บุกยึด NBT

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีที่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นางสาวอัญชลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล แกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก, ฐานมั่วสุมกันสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง และฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร จากเหตุการณ์นำกลุ่มผู้ชุมนุมฯ บุกรุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ NBT ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 25 ถึง 26 สิงหาคม 2551 ก่อนจะบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน หยุดการออกอากาศ และทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหายรวมกว่า 600,000 บาท

สำหรับคดีนี้ อัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยเพิ่มเติม จากคดีที่ยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ และกลุ่มนักรบศรีวิชัย จำนวน 85 คน ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 5 คน ร่วมกระทำความผิดด้วย ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้นำผู้ชุมนุมบุกรุกเข้าไปตามที่โจทก์กล่าวหา แต่ได้ไปขอร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลับไปยังเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากเป็นการฟ้องซ้ำในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องซ้ำกับคดีที่มีการยื่นฟ้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากเป็นความผิดคนละข้อหาเมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีการบุกรุกของกลุ่มนักรบศรีวิชัย ซึ่งรับสารภาพว่าได้บุกรุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ NBT จริง และมีพยานบุคคลที่ยืนยันว่าเห็นจำเลยทั้ง 5 คน อยู่ในสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานเบิกความว่าการกระทำผิดของจำเลย ต่อเนื่องมาจากการปราศรัยชักชวนผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ให้พากันไปที่สถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่บอกว่าเป็นการเข้าไปเพื่อพากลุ่มผู้ชุมนุมกลับไปที่เวทีปราศรัยฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานเป็นอั้งยี่ซ่องโจร ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์นำสืบไม่ชัดเจนว่าจำเลยได้สมคบคิดกันกระทำความผิดดังกล่าวอย่างไร

พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดฐานบุกรุกจริงตามฟ้องให้จำคุกนายสมเกียรติ 2 ปี ส่วนจำเลยอีก 4 คน ให้จำคุกคนละ 1 ปี โทษจำคุกไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ซึ่งหลังจากนั้น จำเลยทั้งหมดได้ยื่นหลักทรัพย์ประกัน เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวไปสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลพิจารณาแล้วให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งหมดไป