ข่าวดึก 7HD

ทลายเครือข่ายชาวจีน จ้างหญิงไทยอุ้มบุญ

เป้าหมายที่ตำรวจสอบสวนกลางนำกำลังไปจับกุมคือ ที่ซอยนาคนิวาส 37 ย่านลาดพร้าว ซึ่งก็พบตัว นายเจ้า หราน กับภรรยา นายหน้าขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ สัญชาติจีน ที่บ้านพักหรู และห่างออกไปไม่ไกลก็พบหญิงสาวที่รับอุ้มบุญอีก 8 คน และในบ้านหลังดังกล่าวยังพบเด็กทารกแรกเกิดอายุเพียง 22 วัน อยู่กับพี่เลี้ยงเด็ก จากการตรวจค้นตำรวจยังพบเอกสารสำคัญหลายอย่างโดยเฉพาะบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการไปฝากครรภ์กับสถานพยาบาลในไทย และยังพบเครื่องมือทางการแพทย์ด้วย ก็ได้นำผู้ต้องหา, หญิงที่รับจ้างอุ้มบุญและของกลางกลับไปขยายผลสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904

ต่อมาในช่วงบ่ายตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลปฏิบัติการดังกล่าว สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 9 คน อายัดทรัพย์ที่คาดว่าได้จากการฟอกเงิน เช่น รถยนต์ 16 คัน  บ้านพักหรู อาคารสำนักงาน และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ ตำรวจบอกว่าเป็นการขยายผลจากการจับกุมขบวนการลักลอบนำเข้าขนถังอสุจิที่จังหวัดหนองคาย เมื่อปี 2560 จนทราบว่าทำกันมาตั้งแต่ปี 2555 มีนายทุนเป็นชาวจีน ว่าจ้างคนไทยจัดหาสาวไทยรับจ้างอุ้มบุญแลกกับค่าตอบแทนครั้งละ 300,000 – 450,000 บาท บางรายตกลงกันราคาต่ำสุด 200,000 บาท และสูงสุดถึง 700,000 บาท หากเป็นครรภ์ทารกแฝด นอกจากนี้ยังพาสาวไทยไปปลูกฝังตัวอ่อนที่คลินิกใน สปป.ลาว และประเทศกัมพูชา ก่อนจะพากลับมาฝากครรภ์ในไทยจนใกล้คลอดจึงจะพาไปทำคลอดที่ต่างประเทศ

ขณะนี้ตำรวจพบรายชื่อแม่อุ้มบุญที่สามารถตามตัวมาสอบสวนได้ 29 คน แต่จากเอกสารที่อายัดมาได้พบว่ามีการรับฝากครรภ์มากถึงหลักร้อยคน ซึ่งต้องขยายผลสอบสวนต่อ รวมถึงขอความร่วมมือกับทางการจีน ตรวจสอบว่าเด็กที่ผ่านการอุ้มบุญปัจจุบันสภาพความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ขณะที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เตรียมไปตรวจสอบสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต 9 แห่ง ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการรับอุ้มบุญผิดกฎหมาย

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บอกว่าสถานพยาบาล 9 แห่ง เป็นสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองว่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่จะมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดหรือไม่ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ส่วนเรื่องการอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมาย จริงๆ แล้วทำได้ หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับ เช่น เป็นสามีภรรยาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป, มีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์บุตร, ผู้ที่รับอุ้มบุญต้องเป็นญาติพี่น้องหรือถ้าเป็นคนไร้ญาติ คนที่จะรับอุ้มบุญก็ต้องเป็นคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกันดี, ต้องไปทำที่โรงพยาบาลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 97 แห่งทั่วประเทศ และการจะอุ้มบุญแต่ละครั้งต้องส่งเรื่องให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาอนุญาต ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนมาขออนุญาตอุ้มบุญไปแล้ว 317 ราย

ขณะที่แพทยสภา บอกว่าจะมีแพทย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่ต้องรอข้อมูลรายงานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่ไปตรวจสถานพยาบาลก่อน แล้วจึงจะมาพิจารณาว่าแพทย์มีส่วนต้องรับผิดชอบหรือไม่ ส่วนกฎหมายฉบับนี้ที่ใช้อยู่ก็เชื่อว่าค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว แต่อาจต้องพิจารณากันอีกครั้ง ว่าจะปรับเกณฑ์อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หลังพบว่าการกระทำผิดไปเกิดขึ้นในต่างประเทศ