สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : หนุ่มคลั่งจ่อยิงอดีตภรรยาในห้างย่านอนุสาวรีย์

ตำรวจยังคงเดินหน้าติดตามหนุ่มที่ยิงอดีตภรรยาเสียชีวิตในสถานเสริมความงาม ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หลังมีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว และเขียนจดหมายระบุว่า จะตามล้างแค้นชายมือที่ 3 และจะปลิดชีวิตตัวเองเพื่อจบปัญหา ไปติดตามจากรายงานนี้

ภาพเหตุการณ์พนักงานสาวถูกยิงเข้าที่ศีรษะ นอนเสียชีวิตอยู่ภายในคลินิกเสริมความงามที่เธอทำงาน ภายในห้างสรรพสินค้าย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตพญาไท สร้างความแตกตื่นให้กับพนักงานคลินิก และประชาชนที่กำลังเดินเที่ยวห้างเป็นอย่างมาก

ตำรวจพบปลอกกระสุนปืน 7 ปลอก ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไป พร้อมอาวุธปืนขนาด 11 มม. คดีนี้ พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง โดยเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุ คือ อดีตสามีของผู้เสียชีวิต มูลเหตุจูงใจมาจากเรื่องชู้สาว เพราะฝ่ายหญิงได้โพสต์รูปใบหย่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการโพสต์รูปคู่กับช่อดอกกุหลาบสีแดง

อย่างไรก็ตาม หลังก่อเหตุมีเฟซบุ๊กซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โพสต์ข้อความตัดพ้อเรื่องที่อดีตภรรยามีแฟนใหม่ และยังโพสต์ข้อความข่มขู่ถึงผู้ชายคนดังกล่าวว่าจะเป็นคิวต่อไป และก่อนหน้านี้ยังมีคลิปวิดีโอที่คาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุกำลังซ้อมยิงปืนอีกด้วย

จากการไปตรวจสอบห้องพักของผู้ก่อเหตุ พบจดหมายที่ผู้ก่อเหตุเขียนทิ้งไว้ ระบุว่า ขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไป บอกเหตุผลกับแม่ว่าทำไมถึงทำ อีกทั้งยังบอกตำรวจว่า ไม่ต้องตามจับกุมตนเอง เพราะหลังจากไปล้างแค้นชายมือที่ 3 ที่มาแย่งอดีตภรรยาแล้ว จะปลิดชีวิตตนเองเพื่อจบปัญหา ซึ่งตำรวจได้พยายามติดตามตัวเพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุไปก่อเหตุทำร้ายใครอีก

อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ก่อเหตุ 5 ข้อหาด้วยกัน คือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน โดยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิตสถานเดียว

ขณะที่มาตรการปราบปรามอาวุธปืนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล หลังช่วงที่ผ่านมามีเหตุยิงปืนแทบจะรายวัน ตำรวจก็มีการตั้งจุดตรวจ และชุดสายตรวจคอยเฝ้าระวัง มีการกวาดล้างอาวุธตามวงรอบ รวมถึงรวบรวมข้อมูลจากผู้แจ้งเบาะแสผู้มีประวัติใช้ความรุนแรงในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังเหตุ ซึ่งจะมีการเพิ่มความถี่ในการกวดขันตรวจตราให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป