สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

รายงานพิเศษ : ส่องโอกาสตลาดยาไทย

อุตสาหกรรมยาในประเทศไทยมีมูลค่าตลาดประมาณ 177,000 ล้านบาท มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ความต้องการบริโภคยาส่วนใหญ่เป็นยาจำเป็นพื้นฐานที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ส่วนผู้ประกอบการในตลาดยาของไทย คือ องค์การเภสัชกรรม และผู้ประกอบการภาคเอกชน

ในปี 2562-2564 มีงานวิจัยที่คาดว่า มูลค่าการจำหน่ายยาในประเทศไทยจะขยายตัว จากปัจจัยการเจ็บป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้น

ในด้านการค้าระหว่างประเทศนั้น พบว่าผู้ผลิตยาในไทยยังคงเสียเปรียบด้านการแข่งขันในตลาดโลก ผู้ผลิตไทยนำเข้าวัตถุดิบตัวยาสำคัญจากต่างประเทศมาผสมและผลิตเป็นยาสำเร็จรูปในรูปแบบต่างๆ โดยไทยนำเข้าวัตถุดิบยาสัดส่วนสูง ประมาณ 90% ของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาสำเร็จรูปทั้งหมด ส่วนการนำเข้ายาส่วนใหญ่จะเป็นตัวยาที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศซึ่งมีราคาสูง เช่น ยาสร้างเม็ดเลือด ยาปฏิชีวนะ ยาลดไขมันในเลือด จึงส่งผลให้อุตสาหกรรมยาของไทยขาดดุลการค้ามาโดยตลอด

อีกทั้งการแข่งขันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากผลิตภัณฑ์ยานำเข้าราคาถูก และการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนรายใหม่ โดยเฉพาะการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบและตัวยาใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฐานการผลิตยายาสิทธิบัตรหรือยาต้นแบบ กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังเป็นเพียงผู้นำเข้ายาต้นแบบราคาสูง ผู้ประกอบการรายเล็กยังต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากผู้ผลิตยาในประเทศ และ ผู้นำเข้ายาจากต่างประเทศ ทำให้การวิจัยพัฒนายาและคิดค้นยาใหม่ทำได้ยาก แต่ขณะนี้เองประเทศไทยเริ่มมีบริษัทผู้ผลิต ที่ผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำได้แล้ว

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ผลิตยาอยู่ประมาณ 150 บริษัท ส่วนใหญ่จะนำเข้าสารตั้งต้นมาจากต่างประเทศแล้วดำเนินการผสม บรรจุ และผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ ร้อยละ 95 จะถูกบริโภคภายในประเทศ ผ่านโรงพยาบาลรัฐ 60% โรงพยาบาลเอกชน 20% และร้านขายยาทั่วประเทศอีก 20% ซึ่งเพียง 5% ของการผลิตเท่านั้นที่จะถูกส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากยาของไทยมีราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับยาในมาตรฐานเดียวกันจากประเทศอื่นๆ

การยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้ประกอบการยาไทย เป็นการสร้างความน่าเชื่อถืออย่างเป็นรูปธรรมผ่านมาตรฐานและคุณภาพที่เป็นสากล โดยเจตนารมณ์คือการผลิตยาอย่างมีคุณภาพเพื่อคนไทย ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดตัวบนเวทีโลกให้ได้รับการจับตามอง เพื่อการยกระดับผู้ประกอบการของประเทศไทย

ในช่วงที่ผ่านมาการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 แสดงให้เห็นถึง ศักยภาพของระบบป้องกันควบคุมโรคของไทย ที่มีความสามารถในการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ เพราะระบบสาธารณสุข และยาที่ใช้ควบคุมโรคในบ้านเรานั้น เป็นมากกว่าปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ฉะนั้นนอกจากรู้เท่าทันยังต้องรู้จักใช้ยาให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติในมิติของเศรษฐกิจด้วย