ห้องข่าววาไรตี้

ย้อนคดีเด่นรอบสัปดาห์ : ย้อนมหากาพย์คดีโอนหุ้น เสี่ยชูวงษ์

23 มิถุนายน 2558 นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์พุ่งชนต้นไม้เสียชีวิตบริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างเดินทางกลับจากสนามกอล์ฟ โดย พันตำรวจโทบรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

คล้ายจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่แล้วจุดเริ่มต้นของปริศนาการโอนหุ้นก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อครอบครัวของเสี่ยชูวงษ์ ไปพบหลักฐานเอกสารการโอนหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ 2 แห่ง ไปยังบุคคลภายนอก 2 คน มูลค่ารวม 263 ล้านบาท ก่อนที่เสี่ยชูวงษ์ จะเสียชีวิตไม่นาน ครอบครัวจึงนำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม

จากการตรวจสอบเอกสารการโอนหุ้นพบข้อพิรุธสำคัญ คือ มีการใช้ปากกาที่สามารถลบได้แก้ไขข้อความหลายจุดบนเอกสาร จุดสำคัญ คือ ส่วนของหัวเอกสารแก้ไขจาก "จดแจ้งจำนำหุ้น" เป็นการ "โอนหุ้น" และจากช่องข้อมูลที่ถูกขีดว่างก็มีการเติมข้อมูลบัญชีรับโอนหุ้นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องลงไป โดยสะกดนามสกุลของเสี่ยชูวงษ์ผิด เช่นเดียวกับสำเนาบัตรประชาชนของเสี่ยชูวงษ์ ก็มีการลบส่วนของข้อความ "ใช้สำหรับจดแจ้งจำนำหุ้นเท่านั้น" ออกไป เหลือเพียงลายเซ็นและรับรองสำเนาถูกต้อง

และเมื่อตรวจสอบไปที่บริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่ง ก็พบว่าพันตำรวจโทบรรยิน ได้แจ้งเพิ่มเบอร์โทรศัพท์ของตนเองเข้าไปในข้อมูลบัญชีของเสี่ยชูวงษ์ โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีการยืนยันการเพิ่มเบอร์ไปยังเสี่ยชูวงษ์ ที่เบอร์โทรศัพท์หมายเลขเดิม และในคลิปเสียงยืนยันการโอนหุ้นที่มีปัญหาก็ไม่ใช่เสียงของเสี่ยชูวงษ์ แต่มีพยานหลายคนยืนยันว่าคล้ายกับเสียงของพันตำรวจโทบรรยิน

ตำรวจกองปราบปรามจึงออกหมายเรียกให้ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ 4 คน เข้าให้ปากคำ ประกอบด้วย นางสาวกัญฐณา ศิวาธนพล หรือน้ำตาล พริตตี้สาว ที่รับโอนหุ้นไปมูลค่ากว่า 228 ล้านบาท, นางสาวอุรชา วชิรกุลฑล หรือป้อนข้าว โบรกเกอร์สาว และ นางสาวศรีธรา พรหมา มารดา ที่รับโอนหุ้นไปมูลค่ากว่า 35 ล้านบาท และ พันตำรวจโทบรรยิน ซึ่งต้องสงสัยว่าจะอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด

แต่แน่นอน ทุกคนให้การปฏิเสธ โดยระบุว่า เสี่ยชูวงษ์เป็นคนใช้ปากกาลบได้ลงนามในเอกสารโอนหุ้นให้กับหญิงสาวทั้ง 2 คนด้วยความเสน่หาจากการที่คบหาฉันชู้สาวกับเสี่ยชูวงษ์ ส่วนเบอร์โทรศัพท์ในการโอนหุ้นที่เป็นเบอร์ของพันตำรวจโทบรรยิน ก็มาจากเสี่ยชูวงษ์ขอให้ช่วยเปิดเบอร์ให้ไว้ใช้คุยกับหญิงสาวทั้ง 2 คน ไม่ให้ภรรยารู้ และยังขอให้ช่วยดูแลเรื่องการโอนหุ้นด้วย

คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 20 มีนาคม 2563 แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 มีกลุ่มคนร้ายอุ้มลักพาตัวพี่ชายผู้พิพากษาที่รับผิดชอบคดีการโอนหุ้นนี้ เพื่อข่มขู่ให้ผู้พิพากษาเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน ยกฟ้องในคดีการโอนหุ้น ทำให้ตำรวจต้องเข้าจับกุมพันตำรวจโทบรรยิน กับพวก ซึ่งมีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นคนร้ายในครั้งนี้ ก่อนที่ตำรวจจะพบชิ้นส่วนกระดูกซึ่งคาดว่าเป็นของพี่ชายผู้พิพากษาในเวลาต่อมา

สุดท้ายการลักพาตัวพี่ชายผู้พิพากษา ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำตัดสิน เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ก็มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุกพันตำรวจโทบรรยิน 8 ปี ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม และจำคุก นางสาวกัญฐณา และนางสาวอุรชา ที่รับโอนหุ้น คนละ 4 ปี ส่วนมารดาของนางสาวอุรชา ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่ามีส่วนกับการปลอมแปลงเอกสาร

แต่สิ่งสำคัญที่ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเสี่ยชูวงษ์ คือ ในคำพิพากษาของศาล ยังระบุถึงหลักฐานกล้องวงจรปิดตามสถานที่ต่างๆ, บันทึกการใช้โทรศัพท์ และการตรวจ DNA ที่ช่วยเปิดเผยเรื่องราวว่าหลังสาวทั้ง 2 คน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเสี่ยชูวงษ์ แต่กลับเป็นพันตำรวจโทบรรยินต่างหาก

อย่างไรก็ตามคดีการโอนหุ้นยังคงต้องต่อสู้กันไปอีกในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ส่วนพันตำรวจโทบรรยิน ก็ต้องต่อสู้ในคดีฆาตกรรมเสี่ยชูวงษ์ ซึ่งตำรวจมีหลักฐานให้เชื่อได้ว่าพันตำรวจโทบรรยิน มีส่วนพัวพันกับการฆาตกรรมอำพรางเสี่ยชูวงษ์ ก่อนจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุ โดยแรงจูงใจอาจมาจากหุ้นดังกล่าว รวมถึงคดีอุ้มลักพาตัวพี่ชายผู้พิพากษา เพิ่มอีก 2 คดี