สนามข่าว 7 สี

หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร?

จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวานนี้ ได้มีการออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ฉบับที่ 1 โดยมีการออกข้อกำหนด 16 ข้อ โดยจะมีรายละเอียดของการเปิด-ปิดสถานที่ ข้อห้ามต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่านี่ยังไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิว

เริ่มด้วย ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดต่อเชื้อโรคโควิด-19 ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือตามที่ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศไปก่อนหน้านี้

และให้ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค ก็เป็นไปตามที่เราเคยรายงานกันไปแล้ว เช่น สนามมวย, สนามกีฬา, ผับ, สถานประกอบการ อาบ อบ นวด และนวดแผนโบราณ, สปา, สถานที่ออกกำลังกาย (ฟิตเนส) และที่เพิ่มเติมมาก็คือ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ, พิพิธภัณฑสถาน, ห้องสมุดสาธารณะ

สถานที่ที่เปิดให้บริการตามปกติ เรารายงานกันบ่อยแล้ว เช่น สถานพยาบาล, ร้านขายยา, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านค้าทั่วไป, ธนาคาร, ตู้เอทีเอ็ม, ตลาดและตลาดนัด ส่วนที่จำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็น

ห้ามไม่ให้มีกักตุนสินค้า ประเภท ยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม สินค้าอื่นที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

ห้ามไม่ให้มีการชุมนุม ห้ามทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมในสถานที่แออัด หรือกิจกรรมยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

ห้ามเสนอข่าวหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 ที่ไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

นอกจากนี้ ในข้อกำหนดยังสั่งให้ปิดช่องทางเข้ามาในประเทศ ทุกช่องทางทั่วประเทศ เว้นแต่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น เป็นบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศที่มาปฏิบัติงานในไทย ผู้ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีใบอนุญาตทำงาน หรือได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ทำงานในไทย

ส่วนมาตรการที่พึงปฏิบัติสำหรับบุคคลบางประเภท กำหนดให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ง่าย ควรอยู่ในที่พัก เพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วย ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป, กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง, โรคในระบบทางเดินหายใจ, โรคภูมิแพ้, กลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

ด้านการดูแลความสงบเรียบร้อย ให้ตั้งจุดตรวจตามเส้นทางคมนาคม สถานีขนส่งหรือโดยสาร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม และการรวมกลุ่มชุมนุมหรือมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเฝ้าระวังและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค

มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ให้กระจายไปต่างจังหวัด ก็ถือว่าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าล่าช้าไปบ้าง แต่ก็เชื่อว่าหากทุกคนช่วยกัน และปฏิบัติตามแนวทางที่ออกมานี้ สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนว่า จะปรับปรุงให้การสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 กับประชาชนให้มีความถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน และได้สั่งการให้มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการต่าง ๆ รวมถึงคำแนะนำต่อประชาชนเพียงวันละ 1 ครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดการบิดเบือนข้อมูล และลดการสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน