เช้านี้ที่หมอชิต

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ สัญญาพาคนไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19

เช้านี้ที่หมอชิต - นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม - 30 เมษายน ยืนยันไม่ปิดร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ดึงทุกภาคส่วนร่วมทำงาน สัญญาจะพาคนไทยผ่านพ้นวิกฤต

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศพระราชการกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ระบุว่า ช่วงเวลานี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งสถานการณ์อาจรุนแรง และเลวร้ายมากกว่านี้หลายเท่า อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสุขภาพกายใจ และรายได้ของทุกคน จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อหยุดการแพร่ระบาด ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้ามาบัญชาการวิกฤตเต็มตัว ทั้งการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเยียวยา พร้อมให้ปลัดกระทรวงต่าง ๆ รับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้อง โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบด้านสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดูแลควบคุมสินค้า และเวชภัณฑ์, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับผิดชอบด้านความมั่นคง ปราบปรามอาชญากรรม

สำหรับข้อบังคับของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจมีการห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง ปิดสถานที่เสี่ยง ปิดช่องทางเข้าประเทศ ห้ามกักตุนสินค้า ห้ามขึ้นราคาสินค้า ห้ามบิดเบือนข่าวสาร แต่ยืนยันจะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

ส่วนการป้องกันการแพร่ระบาดนั้น จะใช้เทคโนโลยี แอปพลิเคชันต่าง ๆ มาช่วยในการควบคุมการระบาด เฝ้าสังเกตอาการ รวมถึงการรักษาพยาบาล เยียวยาฟื้นฟูประเทศ จากผลกระทบของโควิด-19

นอกจากนี้ จะปรับปรุงการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ให้ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน โดยสั่งการให้แถลงข่าวสถานการณ์วันละ 1 ครั้งจากแหล่งเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อน การบิดเบือน และลดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชน งดติดต่อสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ส่วนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย สามารถแชร์ข่าวจากการแถลง และให้ช่วยกันต่อต้านการแชร์ข่าวปลอม

นายกรัฐมนตรียังได้เตือนกลุ่มผู้ที่ฉวยโอกาส หาประโยชน์จากความทุกข์ร้อนของประชาชน หากพบจะใช้กฎหมายจัดการอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และยังบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมโรคให้เข้มข้นขึ้นทั่วประเทศ เอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืน และเจ้าหน้าที่ที่ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

นายกรัฐมนตรียังได้สัญญาว่าจะเดินหน้าสุดความสามารถ นำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 นี้

ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อกำหนดฉบับที่ 1 ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะปิดช่องทางการเข้ามาในราชอาณาจักรทุกช่องทาง โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ แต่ยังไม่ปิดสนามบิน เพื่อรอคนไทยเดินทางกลับประเทศ และยังมีข้อยกเว้นให้บุคคลบางประเภท เช่น ผู้ขนส่งสินค้า ผู้ควบคุมยานพาหนะ หรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะ คณะทูต หรือผู้แทนรัฐบาล ชาวต่างชาติที่มีใบอนุญาตทำงานในไทย

รวมถึงมีมาตรการที่ให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 อยู่ในบ้าน เช่น ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เว้นแต่มีความจำเป็น

พร้อมยืนยันว่ายังไม่ปิดเมือง มีเพียงคำแนะนำให้งดการเดินทางข้ามจังหวัด โดยจะมีการตั้งด่านตรวจตลอดเส้นทาง รวมทั้งยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว แต่หากจะนำมาตรการเคอร์ฟิวมาใช้ ก็คงต้องห้ามการออกจากเคหสถานทั้ง 24 ชั่วโมง เพราะเชื้อไวรัสไม่ได้แพร่เป็นเวลา แต่ก็จะมีข้อยกเว้นให้ด้วยเพื่อให้กิจกรรมที่จำเป็นยังดำเนินต่อไปได้