สนามข่าว 7 สี

ก.คลัง เช็กคนได้รับเงินอีกครั้ง ไม่เดือดร้อนจริงดึงเงินคืนพร้อมดำเนินคดี

หลังจากมีคนที่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐ ในโครงการเราไม่ทิ้งกัน 5,000 บาท แล้วมาโพสต์ว่าไม่ได้เดือดร้อนจริง ทำให้กระทรวงการคลัง ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ถ้ากรอกข้อมูลเท็จ ดึงเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผ่านไป 2 วันแล้ว ที่กระทรวงการคลังโอนเงินให้กับผู้ที่ผ่านเกณฑ์ ลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกัน รับเงินเยียวยาจากรัฐ คนละ 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งล่าสุดมีผู้ได้รับเงินแล้วกว่า 890,000 คน และในวันนี้จะทยอยโอนส่วนที่เหลือ อีกประมาณ 503,000 คน ส่วนที่เหลือจะเร่งตรวจสอบและโอนเงินให้เร็วที่สุด

สำหรับจำนวนผู้ลงทะเบียน ขณะนี้มีมากกว่า 25 ล้านคนแล้ว แต่ล่าสุดมีผู้ที่ถูกตัดสิทธิไปอีก กว่า 2.1 ล้านคน เพราะประกอบอาชีพค้าขายออนไลน์ ไม่มีหน้าร้านที่ได้รับผลกระทบ จึงไม่ผ่านหลักเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา ส่วนกรณีที่ผู้รับเงิน 5,000 บาท แล้วโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้เดือดร้อนจริง ทำให้เกิดคำวิจารณ์ในวงกว้าง กระทรวงการคลัง จะตรวจสอบข้อมูลคนที่รับเงินไปแล้วอีกครั้งทุกคน หากพบใครให้ข้อมูลเท็จ ก็จะเรียกเงินคืนพร้อมคิดดอกเบี้ย และดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับการขยายเวลาจ่ายเงินจาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน เป็นเพียงการตั้งกรอบเวลาในการเยียวยาไว้ โดยในช่วงแรกจะจ่ายให้ทุกคน 3 เดือนก่อน หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็จะเพิ่มเวลาจ่ายเงินเป็น 6 เดือน

ส่วนผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต มีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล มีภาระผ่อนชำระรถ กระทรวงการคลัง เจรจรากับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ นอนแบงก์ ให้พักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับลูกค้า 6 เดือน ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมช่วยเหลือลูกหนี้ หากรัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับธุรกิจนอนแบงก์

ขณะที่หนึ่งในผู้จัดทำระบบลงทะเบียน www.เราไม่ทิ้งกัน.com มีการโพสต์ข้อความ ออกแนวน้อยใจ ประมาณว่า "ทำอะไรก็ไม่ถูกใจประชาชน ไม่มีเงินแจกก็บอกจะอดตายกันหมดแล้ว จะแจก 3 ล้าน ก็บอกน้อยไป จะแจก 9 ล้าน ประชาชนก็บอกว่าจะเลือกยังไง แต่สุดท้ายก็ลงทะเบียนไปตั้ง 20 กว่าล้านคน"

"พอจะกำหนดอาชีพที่จะแจกเงิน ก็บอกว่าแล้วอาชีพที่ฉันทำก็กระทบ ทำไมไม่ได้ บางคนได้เงินแล้วก็มาอวดว่าไม่ได้ลำบาก แต่ถ้ากำหนดอาชีพมาเลย ก็จะมีคนกรอกข้อมูลเท็จอีก" ได้ยินแบบนี้แล้ว ในมุมคนทำงาน ก็หนักใจเหมือนกัน เพราะเว็บไซต์นี้มีเวลาวางระบบ และเปิดตัวแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น

แต่ในมุมของประชาชน เริ่มแรกเดิมทีรัฐบาลโพรโมตเอาไว้ดูดีมาก ว่าใช้ระบบเอไอคัดกรอง แต่สุดท้ายพอแจกเงินกลับมีดรามา มาลองเปิดดูหลักเกณฑ์ของระบบเอไอกับหน่วยงาน ว่าถูกตั้งโปรแกรมการคัดกรองอย่างไร

ลำดับแรก ก็จัดตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลที่ประชาชนกรอกมาถูกต้องหรือไม่ โดยตรวจสอบกับทะเบียนราษฎร์ ทั้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขด้านหลังบัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ

ต่อมาก็จะตรวจสอบคุณสมบัติ ว่ามีอายุ 18 ปีบริบูรณ์หรือไม่ และตรวจสอบอาชีพว่าได้รับผลกระทบจริงหรือไม่ ซึ่งกระทรวงการคลัง แบ่งผู้ที่ลงทะเบียนที่จะเข้าระบบตรวจสอบไปแล้ว ล็อตแรก 1.6 ล้านคน ออกเป็น 8 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ ค้าขาย, รับจ้างทั่วไป, มีนายจ้าง, ขับรถรับจ้าง, อาชีพอิสระอื่น ๆ , ขายลอตเตอรี่, มัคคุเทศก์ และค้าขายออนไลน์ ซึ่งอย่างที่บอกไป ค้าขายออนไลน์ ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับเงินแม้แต่คนเดียว ส่วนอาชีพอื่น ๆ ก็มีสัดส่วนผู้ที่ได้รับเงินน้อยกว่าผู้ที่ลงทะเบียน

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ เป็นการประมวลผลด้วยระบบเอไอ กลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการลงทะเบียน โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เลือกและคำถามที่ตอบไว้ ว่าสอดคล้องกับคุณสมบัติที่กำหนดไว้หรือไม่

ดังนั้น จึงอาจตีความได้ว่า เอไอ มีไว้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวหนังสือเท่านั้น ลดระยะเวลาการทำงานเพื่อให้ประชาชนได้รับเงินอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าตรวจสอบถึงตัวคนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ หรือไม่

ขอบคุณภาพจาก : Facebook Chao Jiranuntarat