7HD ร้อนออนไลน์

สธ.จัดระบบดูแลผู้ป่วยพร้อมรับมาตรการผ่อนปรนล็อกดาวน์

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีการเตรียมผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ที่ได้เริ่มทำแนวทางการใช้บริการทางการแพทย์ ในสถานพยาบาลเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ โดยมีนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธานว่า ได้มีการแบ่งคนไข้ออกเป็น 3 กลุ่มโดยใช้ สีเขียว เหลือ และ แดง เช่น  กลุ่มอาการสีเขียวแค่รับยาปกติยังคงให้รับยาต่อเนื่องทางระบบไปรษณีย์ต่อไป หรือหากต้องมีการเจาะเลือดให้ไปแล็บของสถานพยาบาลใกล้บ้านได้ และพูดคุยกับคนไข้ในระบบวิดิโอคลอ โดยแนวทางนี้มีการนำร่องในสถาบันประสาทวิทยาและมีคนไข้ตอบรับแล้ว 1,000 คน และผลติดตามสอบถามคนไข้บางคน ระบุว่าชอบระบบนี้ เพราะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การเปิดบริการสถานพยาบาลให้กลับมาดำเนินการปกติ แต่เดิมคนไข้ที่มีอาการรุนแรงยังสามารถมารับบริการได้ แต่ความแออัดในโรงพยาบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ต้องการให้มีการไปรวมตัวกันเพื่อลดการแพร่กระจายของโรค ส่วนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด ให้มีการคัดกรองผู้ป่วยและแยกห้องผ่าตัด 1 ห้อง จัดทำเป็นห้องความดันลบ เพื่อใช้ในการผ่าตัด ขณะที่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ต้องทำการผ่าตัดให้มีการรับตัวผู้ป่วยก่อนและตรวจคัดกรอง 3-4 วัน จนไม่มีโรคอื่นและโควิด-19 ถึงทำการผ่าตัดได้ โดยคาดว่าระบบการผ่าตัดนี้จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในสิ้นเดือนเมษายนนี้ โดยการจัดระบบนี้ให้ดูตามบริบทของแต่ละพื้นที่และพิจารณาจากจำนานผู้ป่วยโควิด -19 คาดว่า พื้นที่ 9 จังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยผู้ติดเชื้อโควิด-19 สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ต้องใช้รังสีรักษา  นพ.สมศักดิ์ กล่าาวว่า ได้มีการหารือร่วมกับสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า ต่อไปให้สามารถไปรับรังสีรักษาได้ใน รพ.ศูนย์มะเร็งโดยเฉพาะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาลศูนย์อีกต่อไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคแทรกซ้อนอื่นๆรวมทั้งได้มีการหารือทำแนวทางมาตรการการรักษาพยาบาลสำหรับกลุ่มทันตแพทย์ ที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยเพราะในการทำฟันอาจได้รับการฟุ้งกระจายของน้ำลาย โดยทันตแพทย์ต้องสวมหน้ากากอนามัยแบบ N 95 และสวมหน้ากากแบบกระจังหน้า หรือ Face Shield ให้พร้อมก่อนการรักษาพยาบาล และต้องมีการตรวจคัดกรองวัดไข้จนแน่ใจถึงรับการรักษาเพื่อความปลอดภัยของทันตแพทย์ โดยมาตรการนี้ครบคลุมถึงคลินิกทันตกรรมมทุกที่ คาดว่าการเปิดให้บริการทันตแพทย์จะสามารถทำได้ในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนกลุ่มการรักษาพยาบาลแบบเสริมความงามทั้งฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ รวมถึงสถานบันผิวหนัง จะพิจารณาเป็นสิ่งสุดท้ายเพราะมีความจำเป็นน้อยที่สุด