7HD ร้อนออนไลน์

อนุทิน เผยส่งข้อเสนอกลุ่มแพทย์ผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณณสุข ได้รวบรวมข้อมูลทั้งข้อดี - ข้อเสีย เกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 รวมทั้งข้อคิดเห็นจากนักวิชาการ ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล รวบรวมนำเสนอแนวทางการผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(ศบค.) ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 เม.ย.63) เพื่อรัฐบาลใช้เป็นข้อมูลกำหนดมาตรการว่าจะสามารถคลายล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ได้หรือไม่โดยจะนำไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงต่อไป

นายอนุทิน ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอข้อมูลเรื่อง new normal หรือ วิถีชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเห็นว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องเว้นระยะห่างกันสังคม ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอยู่เสมอ ให้ ทำงานจากที่บ้าน(work from home )เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีและผ่านพ้นไปได้ด้วยความมั่นใจว่า ไทยจะไม่กลับมาเกิดการระบาดซ้ำอีก    เพราะถือว่าขณะนี้คุมสถานการณ์ได้แล้ว

สำหรับข้อเสนอ 2 ทางเลือในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย
1.เพิ่มความเข้มข้น มาตรการล็อกดาวน์ บังคับปิดสถานที่และกิจการที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อต่อไป และห้ามประชาชนออกนอกที่พักอาศัยตลอดวัน ต่อไปอีกระยะหนึ่ง (ประมาณหนึ่งหรือสองเดือน) ร่วมกับการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ทั้งผู้ป่วยที่มีและไม่มีอาการ มาแยกรักษา แต่ต้องใช้ทรัพยากรสูงมาก ต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี บังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่สูงมาก จึงอาจไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับพื้นที่ทั้งประเทศ แต่อาจนำมาใช้ในพื้นที่หรือชุมชนเล็ก ๆ ที่มีการติดเชื้อสูง

2.การเริ่มกลับมาเปิดสถานที่และกิจการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายควบคุมโรคให้แพร่ระบาดระดับที่ต่ำที่สุด เพื่อให้ผู้คนสามารถกลับไปทำงาน เรียนหนังสือ มีรายได้ และสังคมไม่หยุดนิ่ง สามารถดำรงชีวิตบนหลักทางสายกลางและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมุ่งเน้นความพอประมาณ มีเหตุมีผลและมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยอาศัยความรู้และคุณธรรม

ส่วนการเริ่มกลับมาเปิดสถานที่และกิจการมีกรอบแนวทางการดำเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้

1.เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการทางสาธารณสุขและการแพทย์ ประกอบด้วย การเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการทางสาธารณสุข ให้ทุกจังหวัดมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจหาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้อย่างรวดเร็ว การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในประชากรกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม การแยกผู้ป่วย การรักษาผู้ป่วย การติดตาม ผู้สัมผัสอย่างรวดเร็ว มีสถานที่รองรับผู้สัมผัสและผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างเพียงพอ สะดวก ได้มาตรฐานในทุกจังหวัด

2.การพิจารณาเริ่มผ่อนปรนมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ตามระดับความเสี่ยงของแต่ละจังหวัด ควรเตรียมความพร้อม และคงระดับความเข้มข้นของมาตรการที่สำคัญอื่น ๆ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และอาจเริ่มดำเนินการผ่อนปรนมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ในจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วย  14 วันขึ้นไปและมีความพร้อม  ส่วนจังหวัดที่พบการแพร่ระบาดในวงจำกัด อาจพิจารณาเริ่มดำเนินการประมาณกลางเดือนพฤษภาคม หรือเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น และจังหวัดที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ต้องดำเนินการป้องกันควบคุมโรคอย่างเข้มข้น จนสถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้นได้ตามเกณฑ์กำหนดจึงจะสามารถเปิดสถานที่และกิจการตามลำดับขั้นตอนต่อไป

3.การใช้กลไกของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เป็นกลไกในการบริหารจัดการปัญหาภายในจังหวัด ทั้งกระบวนการออกข้อกำหนด การสั่งการ และทำงานระหว่างหน่วยงานรวมทั้งภาคส่วนต่างๆ โดยจังหวัดควรเพิ่มจำนวนหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคให้เพียงพอ สามารถสอบสวนควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว

4.คงระดับของการปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จัดให้มีทีมตระหนักรู้สถานการณ์ดำเนินการติดตามเฝ้าระวัง ประเมินและพยากรณ์สถานการณ์ มีทีมยุทธศาสตร์จัดเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์และจัดทำแผนเผชิญเหตุ มีการสำรองเวชภัณฑ์ ทรัพยากร และกำลังคนอย่างเหมาะสม

5.สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชน ครอบครัว หน่วยงาน องค์กร ชุมชน และสังคม โดยมีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม รู้วิธีปฏิบัติตัวทั้งในยามที่ยังไม่ติดเชื้อและติดเชื้อสามารถดูแลครอบครัวให้ปลอดโรคได้

6.การส่งเสริมให้อาสาสมัครสาธารณสุขและชุมชนมีส่วนร่วมกับการป้องกันควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด ด้วยการสนับสนุนให้อาสาสมัครสาธารณสุขและผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมกับกระบวนการป้องกันควบคุมโรค

7.เปิดสถานที่และกิจการตามระดับความเสี่ยงโดยจะจัดให้มีกระบวนการประเมินความเสี่ยงของสถานที่และกิจการที่ปิดไปแล้วโดยหน่วยงานภาครัฐร่วมกับภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม  ร่วมกันประเมินสถานที่หรือกิจการที่มีความเสี่ยงสูง พบ ผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ สนามมวย สนามบอล การแข่งขันกีฬา บ่อนการพนัน ในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น อาจต้องปิดต่อไปอีกระยะหนึ่ง

8.คงมาตรการเพิ่มระยะห่างระหว่างบุคคล (social distancing) ต่อไป เพื่อลดความแออัดของที่ทำงานและพื้นที่สาธารณะ โดยการสนับสนุนให้ทำงานจากบ้าน (work from home) ให้มากที่สุด การเหลื่อมเวลาทำงาน การเพิ่มเที่ยวการเดินรถสาธารณะ งดการจัดการประชุม งดการจัดการชุมนุม งดงานสังคม หรือกิจการขนาดใหญ่ ที่จะก่อให้เกิดการวมตัวของผู้คนเป็นจำนวนมาก สนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการทำงาน การประชุม การติดต่อบริการ การเรียนการสอน การซื้อของ หรือการทำธุรกรรมต่าง ๆ