เช้านี้ที่หมอชิต

น้องสาวคนขับแท็กซี่รับเงินบริจาค 8 ล้าน ยืนยันทั้งน้ำตาพี่ชายเป็นคนดี

เช้านี้ที่หมอชิต - น้องสาวโชเฟอร์แท็กซี่รับเงินบริจาค กว่า 8 ล้านบาท ยืนยันทั้งน้ำตา พี่ชายไม่ใช่คนลวงโลก เป็นคนพูดจริงไม่ชอบการโกหก ห่วงพี่ชายหายตัว กลัวถูกคนอุ้มไปทำร้าย

จากกรณีมีการนำเสนอเรื่องราวของชายอายุ 78 ปี มีอาชีพขับรถแท็กซี่ ประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 ขาดรายได้ ออกมาเล่าเรื่องราวชีวิตที่ต้องต่อสู้ความยากลำบากเพียงลำพังทั้งน้ำตา จนมีผู้ที่เห็นใจแห่โอนเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก คืนเดียวได้มากกว่า 8 ล้านบาท

กระทั่ง นายปรีชา ชุ่มสมบัติ อายุ 49 ปี เจ้าของอู่แท็กซี่ ออกมาเปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องโกหก เพราะรู้จักกับชายอายุ 72 ปี มานานแล้ว เพราะขับรถอยู่ที่อู่รถของเขา รวมทั้งรู้จักลูกชายของชายอายุ 72 ปี ด้วย และชายอายุ 72 ปี และลูกชาย ค้างค่าเช่ารถแท็กซี่และค่าประกันแท็กซี่ เป็นเงิน 14,970 บาท ไม่ยอมนำเงินมาจ่าย ถึงแม้จะได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวนมาก ตามไปที่บ้านก็ไม่เจอ โทรศัพท์ไปก็ติดต่อไม่ได้ทั้งพ่อทั้งลูก

และเมื่อตรวจสอบที่บ้านของชายอายุ 72 ปี อีกครั้ง เพื่อนบ้านของชายอายุ 72 ปี เปิดเผยว่า ชายอายุ 72 ปี อาศัยอยู่กับลูกและหลาน ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอย่างที่อ้างไป และหายออกจากบ้านไปนับเดือนแล้ว ตั้งแต่มีข่าวว่ารับเงินบริจาค 8 ล้านบาท

ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครพบตัวชายอายุ 72 ปี ถึงแม้ว่าหลังตกเป็นข่าวจะมีการโอนเงินคืนให้เจ้าของอู่รถแท็กซี่แล้ว และเจ้าของอู่แท็กซี่ได้ถอนแจ้งความแล้ว แต่ก็เป็นการโอนเงินจากลูกชายของชายอายุ 72 ปี

โดยทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของน้องสาวของชายอายุ 72 ปี ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท พบกับหญิงสูงอายุ อายุ 71 ปี โดยเธอยืนยันว่า พี่ชายเป็นคนดี ไม่ได้โกหก หรือเป็นคนลวงโลกตามที่ถูกกล่าวหา เพราะมีนิสัยเหมือนบิดาที่เป็นนายทหาร ไม่ชอบการโกหก จะพูดจาคำไหนคำนั้น โดยอาศัยอยู่ที่บ้านเช่ากับลูกชายที่มีอาการทางประสาท และไม่ค่อยได้เดินทางกลับมาที่จังหวัดชัยนาท ล่าสุดที่ตนพบกับพี่ชายเมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน พี่ชายขับรถแท็กซี่กลับมาเพื่อร่วมงานทำบุญ 100 วันแม่ ยังบ่นให้ฟังว่า ขับแท็กซี่ไม่ค่อยได้ หารายได้ไม่พอให้ค่าเช่ารถ กลัวว่าเจ้าของอู่จะไม่ให้เช่ารถ และจะไม่มีอาชีพทำกิน

หลังจากมีคนบริจาคเงินมาให้ มีคนเข้าไปต่อว่าหาว่าพี่ชายสร้างภาพ ทำให้พี่ชายเกิดอาการเครียดอย่างหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และหมอตรวจพบว่าเป็นโรคไตระยะที่ 2 จากนั้นเธอก็ไม่สามารถติดต่อกับพี่ชายได้อีกเลย และยิ่งมาเป็นข่าวในช่วงนี้อีก ยิ่งเป็นห่วงมากและทุกข์ใจมาก กลัวว่าจะมีคนอุ้มตัวพี่ชายไปทำร้าย เพราะเห็นว่ามีเงินมาก

เธอบอกทิ้งท้ายว่า ตอนนี้อยากให้พี่ชายติดต่อกลับมาให้ทราบข่าวคราวบ้าง หรือเดินทางกลับบ้านที่ชัยนาท เพราะเธอเองก็ยังติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าพี่ชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร