ข่าวดึก 7HD

ตรวจโควิด-19 เชิงรุกในทัณฑสถาน

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. และคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่ให้บริการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางกว่า 100 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลนักโทษที่เจ็บป่วย ส่งโรงพยาบาล ซึ่งมีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อในเรือนจำ ซึ่งเป็นพื้นที่แออัด มีนักโทษอยู่กว่า 8,000 คน

นายวุฒิชัย เจนวิริยะกุล ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังแรกรับ หรือผู้ต้องขังใหม่ประมาณ 10 กว่าคนต่อวัน ซึ่งเวลาที่มีผู้ต้องขังเข้ามาใหม่ จะต้องคัดกรองประวัติเสี่ยง เช่น ทำงานคลุกคลีกับคนต่างชาติ หรือกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีญาติผู้สัมผัสใกล้ชิด มีประวัติเสี่ยงโควิด-19 ด้วยหรือไม่ และคัดแยกผู้ต้องขัง กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อเป็นเวลา 14 วัน เพื่อสังเกตอาการก่อนที่จะนำไปอยู่รวมกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ที่อยู่เดิม เพื่อป้องกันการติดเชื้อในเรือนจำ

ส่วนวิธีเยี่ยมผู้ต้องขัง ได้พยายามเปลี่ยนเป็นเยี่ยมออนไลน์ให้มากขึ้น โดยให้ญาติลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ และจัดวิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ให้คุยกันระหว่างญาติกับผู้ต้องขัง, ส่วนการส่งจดหมาย ให้เปลี่ยนเป็นส่งอีเมลผ่านเรือนจำแทน ขณะที่การฝากเงิน ขอให้โอนผ่านระบบออนไลน์ แทนการฝากเงินหรือธนบัตรที่เรือนจำ เพื่อลดความแออัดด้วย

ขณะที่กรมราชทัณฑ์ได้จัดเตรียมมาตรการรองรับการเปิดให้เยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศได้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ หลังจากมีคำสั่งงดเยี่ยมมาตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เข้าไปในเรือนจำ

พันตำรวจเอกณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ จะเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้แต่ละเรือนจำทั่วประเทศ จัดทำแผนและวางแนวทางการปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรการลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเสนอแผนดังกล่าวต่อคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดที่เรือนจำนั้นๆ ตั้งอยู่ เพื่อพิจารณาว่าแผนการป้องกันโรค เหมาะสมสอดคล้องกับมาตรการควบคุมโรคระบาดหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการควบคุมโรคของแต่ละจังหวัด จะเป็นผู้อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปิดเข้าเยี่ยมแตกต่างกันไปในแต่ละเรือนจำ

โดยแผนและแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้น คืออนุญาตให้เฉพาะญาติที่จะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้ ต้องเป็นผู้ที่มีรายชื่อในบัญชีระเบียบการเยี่ยมอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น ซึ่งทางเรือนจำจะจัดช่องเยี่ยมแต่ละช่องให้ห่างกัน 1-2 เมตร และมีฉากกั้นตามหลัก Social Distancing รวมถึงจัดรอบการเข้าเยี่ยมให้เหมาะสม มีระยะเวลาเพื่อทำความสะอาด มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ ที่สำคัญญาติที่เข้าเยี่ยมจะต้องสวมหน้ากากอนามัย และเมื่อเยี่ยมเสร็จจะต้องเดินทางกลับทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ดูแลก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยและเฟซชิลด์เพื่อป้องกันตนเองด้วย

ส่วนมาตรการป้องกันการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์ได้มีมติลงโทษข้าราชการที่ทำผิดวินัยและมีพฤติกรรมเสื่อมเสีย 15 คน โดยมีมติให้ไล่ออกจากราชการ 12 คน ส่วนใหญ่มาจากกรณีถูกดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง, เรียกรับเงินจากผู้ต้องขังและญาติผู้ต้องขัง, ปล่อยปละละเลยให้ผู้ต้องขังใช้โทรศัพท์มือถือ เงินสด และมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาที่มาเยี่ยม, และมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการลักลอบโยนโทรศัพท์มือถือ ยาเสพติด และยาแก้ปวดเฉียบพลันเข้าไปในเรือนจำ

ส่วนอีก 3 คน แบ่งเป็นให้ออกจากราชการ 1 คน กรณีลักลอบนำมือถือเข้าไปให้ผู้ต้องขัง และปลดออกจากราชการอีก 2 คน กรณีขาดราชการ และลักลอบนำบุหรี่เข้าไปภายในเรือนจำ

กระทรวงสาธารณสุขวาง 6 แนวทางป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอก 2 ในนักเรียน รองรับการเปิดภาคเรียนในกรกฎาคมนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส ห่วงการระบาดระลอก 2 ในช่วงฤดูฝน แนะให้เรียนออนไลน์ เป็น New Normal ในการเรียนการสอน

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิด 6 แนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับในต่างประเทศ

สำหรับไทย พบเด็กติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ประมาณ 3 % จากจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 3,000 คน กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจจึงได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ วางแนวทางป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในโรงเรียน ที่อาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเพราะนักเรียนมีเวลาอยู่ร่วมกันนาน 5-6 ชั่วโมง หากติดเชื้อกัน ก็จะเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวของนักเรียนอีก

6 แนวทางปฎิบัติ ได้แก่ การคัดกรองตรวจวัดไข้นักเรียนทุกวัน ให้มีการสวมใส่หน้ากากอนามัย จัดพื้นที่สำหรับทำความสะอาดล้างมือ ออกแบบระยะห่างให้กับนักเรียน โดยอาจเป็นการจัดกลุ่มย่อยในการเรียน ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสในโรงเรียน เช่น สนามเด็กเล่นอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน งดกิจกรรมรวมกลุ่ม เช่น กีฬาสี ซึ่ง 6 แนวทางปฏิบัตินี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการจะนำไปประสานขอความร่วมมือจากโรงเรียนทั่วประเทศให้ปฏิบัติ และเตรียมการสำหรับเปิดเทอมวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ห่วงเด็กนักเรียนที่กำลังจะเปิดเทอม โดยแนะนำว่าการศึกษาวิถีใหม่เชิงปฏิบัติอาจทำให้เด็กมีความสุขมากขึ้น และต้องระวังการระบาดในระลอก 2 ถ้าเกิดในฤดูฝนอย่างไข้หวัดใหญ่ก็ยากที่จะควบคุม จะต้องเริ่มต้นปิดบ้านปิดเมืองใหม่ ไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น การเรียนการสอนปีนี้จึงต้องอยู่ในวิถีชีวิตใหม่เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของโรคได้ เด็กนักเรียนจะต้องเรียนได้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน การเรียนการสอนไม่ควรยกให้เป็นภาระของโรงเรียนเท่านั้น ที่บ้านก็จะต้องช่วยกัน

การเรียนเชิงภาคปฏิบัติ ปฏิบัติงานจริง ถึงอยู่ที่บ้านก็สามารถทำได้ การศึกษาในปีนี้จึงต้องมีการเตรียมการเรียนการสอนแบบวิถีชีวิตใหม่ ไม่ให้เกิดความเครียดในการเรียน ไม่ใช่ให้เด็กนั่งเรียนเช้าจรดเย็นแล้วนอกเวลาต้องไปเรียนกวดวิชาถึงค่ำอีก