7HD ร้อนออนไลน์

ดีเอสไอ เร่งรื้อสอบประวัติ 255 คน สกัดสวมสัญชาติไทยมิชอบ

พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยผลการลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อสอบสวนกรณีคนต่างด้าวสวมสัญชาติไทยว่า จากการประสานความร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศจีน พบว่านายแก้ว แซ่ลี ถือหนังสือเดินทาง 2 ฉบับทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติจีน โดยใช้วิธีสวมชื่อบุคคลสัญชาติไทยที่ยังมีชีวิตอยู่โดยมิชอบ โดยเหตุเกิดขึ้นที่สำนักทะเบียนอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐ (อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น) ทำหน้าที่ในฐานะผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอเวียงแก่น เป็นผู้ดำเนินการ  และขณะนี้ ดีเอสไอ ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้กรมการปกครอง เพิกถอนการรายการสิทธิสัญชาติไทยและดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมกับขยายผลร่วมกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ตรวจสอบข้อมูลพบว่า มีการสวมสิทธิโดยมิชอบในช่วงเวลาที่ปลัดอำเภอเวียงแก่นรายดังกล่าว เป็นผู้กระทำผิดอีกจำนวน 255 รายชื่อ  จึงส่งภาพลายนิ้วมือให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือขณะทำบัตรประชาชน เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคล

นอกจากนี้ ยังนำรายชื่อทั้ง 255 คน ตรวจสอบกับฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบการจดทะเบียนประกอบธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าวจำนวน 15 คน ในลักษณะนิติบุคคลรวม 19 บริษัท โดย 1 ใน 15 คนซึ่งจดทะเบียน เป็นนิติบุคคล 3 บริษัท มีทุนจดทะเบียนรวมกันไม่น้อยกว่า 3,600 ล้านบาท ถือว่ามีสินทรัพย์ของนิติบุคคลรวมเกิน 100 ล้านบาท โดยดีเอสไอจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษ มุ่งมั่นบังคับใช้กฎหมายกรณีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อคุ้มครองธุรกิจที่คนไทยไม่พร้อมจะแข่งขันกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งได้ใช้วิธีการให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้เข้าสวมสิทธิเป็นคนไทยโดยมิชอบ แล้วเข้าไปถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินีว่าเป็นธุรกิจของคนไทย รวมถึงการตรวจสอบที่มาของแหล่งเงินทุนของธุรกิจของคนต่างด้าวดังกล่าวว่าเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายฟอกเงินด้วยหรือไม่  หากประชาชนมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดดังกล่าว สามารถแจ้งมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ที่สายด่วน DSI Call Center 1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ) โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเก็บรักษาข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสไว้เป็นความลับ