7HD ร้อนออนไลน์

สธ.กำชับก่อนเปิดเรียน ให้ยึดปฏิบัติ 6 แนวทาง ลดความเสี่ยงโควิดระบาด

วันนี้ (29 พ.ค.63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กล่าวถึงการเปิดสถานศึกษาว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปใหม่ แต่ยืนยันตามเดิมให้โรงเรียนเปิดเทอมวันที่ 1 ก.ค. 2563 โดย ศบค.ได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปพิจารณาว่าจะหาทางในการเปิดเทอมให้เร็วขึ้นได้หรือไม่ แล้วให้นำข้อเสนอมาเสนอที่ประชุม ศบค. อีกครั้ง เบื้องต้นมีแนวคิดจะเหลื่อมวันและเวลาเรียน เช่น ให้สลับกันเรียนแบบวันเว้นวัน ก็จะได้เรียนเฉลี่ยคนละ 3 วัน ต่อสัปดาห์ ยกเว้นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ที่มีปัญหาการเรียนออนไลน์และไม่มีการระบาดของโรคให้อำนาจกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา สั่งเปิดได้ก่อนทันที

ในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม ว่าขณะนี้ได้มีคู่มือการปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา โดยดูใน 6 มิติ เพื่อการเฝ้าระวังป้องกันโรคในโรงเรียนซึ่งมีดังนี้

1. ความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อโรค จุดคัดกรองในตอนเช้า วัดไข้และอาการเสี่ยงต่าง ๆ ก่อนเข้าโรงเรียน นักเรียนต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา ให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอ จัดให้มีการเว้นระยะห่างโดยเฉพาะในห้องเรียน ซึ่งในแต่ละห้องจะมีเด็กเฉลี่ย 40 คน แต่จากการคำนวณขนาดห้องเรียนที่มีการเว้นระยะห่าง 1 เมตร จำนวนนักเรียนต่อห้องที่เหมาะสมคือ 20-25 คน แสดงว่าจะต้องมีเด็กอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่สามารถใช้ห้องเรียนในเวลาเดียวกันกับเพื่อนได้ ดังนั้น โรงเรียนจะต้องพิจารณาถึงทางเลือกต่าง ๆ เช่น ทำพื้นที่ชั่วคราวเพื่อให้เกิดการเรียนแบบคู่ขนานกัน หรือจำนวนหนึ่งต้องเรียนแบบออนไลน์ที่บ้าน หรือผลัดกันมาเรียน ซึ่งโรงเรียนจะต้องพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมและดำเนินการได้ การทำความสะอาด มุ่งเน้นจุดผิวสัมผัสทั้งหมดและพื้นที่ที่เด็กจำเป็นไปใช้ร่วมกัน และจัดกลุ่มชั้นเรียนและหมุนเวียน ลดความแออัด ไม่จัดกิจกรรมที่มีการสัมผัสร่วมกัน
2.การเรียนรู้ มีความจำเป็นต้องจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน อาจต้องจัดทำรูปแบบสำหรับเด็กที่จะมีทั้งการเรียนที่ห้องเรียน ออนไลน์และเด็กทุกคนจะถูกฝึกให้ดูแลตนเองในภาวะโควิด
3.การครอบคลุมถึงเด็กด้อยโอกาส ซึ่งโรงเรียนต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือและมีประวัติของนักเรียนทุกคน คุณครูต้องวางแผนร่วมกับโรงเรียนในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และเด็กที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือต่างจากเด็กคนอื่น เช่น ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันโรคสำหรับตนเองที่เพียงพอ ก็ต้องเตรียมการพิเศษสำหรับกรณีนี้เพื่อให้เด็กมีโอกาสมาโรงเรียนได้โดยปกติ
4. คุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของเด็ก เน้นกรณีเด็กป่วยเกิดขึ้นในโรงเรียนโดยเฉพาะโรคโควิด-19 หรือสมาชิกในครอบครัวป่วย เพื่อให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รับความเข้าใจ ผู้ป่วยไม่ถูกรังเกียจจากอาการป่วยโควิด
5.นโยบายเน้นให้ทุกจังหวัดพื้นที่ จะต้องออกแบบการบริหารจัดการจัดชั้นเรียนใหม่ เติมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เด็กเพิ่มเติม จัดจุดล้างมือเพิ่ม โรงอาหารทำฉากกั้นเพื่อให้เด็กใช้งานได้
6.การบริหารการเงิน เพราะมีการต้องจัดชั้นเรียนใหม่ และการเติมอุปกรณ์จำเป็นที่มากขึ้นด้วย จึงต้องวางแผนบริหารทรัพยากรก่อนเปิดเรียน

พญ. พรรณพิมล กล่าวต่อว่า จากนี้ขอให้โรงเรียนเข้าไปประเมินตนเองในแพลตฟอร์ม thaistopcovid ของกรมอนามัย จากนั้นกรมจะประเมินประมวลผล และจัดกลุ่มโรงเรียนว่ามีความพร้อมหรือไม่อย่างไร โดยจะส่งคืนข้อมูลไปที่จังหวัดเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันในการออกแบบวางแผนการเปิดเรียนต่อไป

ด้าน นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่าในกรณีมีเด็กป่วยเกิดขึ้น ถึงแม้จะ 1 ราย ก็จะต้องแยกเด็กกลุ่มที่ป่วยออกจากกลุ่มที่ไม่ป่วย และเด็กที่มีการสัมผัสใกล้ชิดต้องได้รับการดูแล พิจารณาปิดห้องเรียน ชั้นเรียนเดียวกัน อาคารเดียวกันหรือปิดโรงเรียน รวมถึงการทำความสะอาดในห้องเรียน และพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องสุขา โรงอาหาร หรือจุดที่รวมกันของเด็ก สำรวจคัดกรองเด็กในชั้นเรียนอื่น ๆ ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ เพราะเด็กอาจไปเล่นด้วยกัน และสอบสวนโรคเพื่อหาแหล่งแพร่โรคในการเข้าไปดำเนินการจัดการป้องกันควบคุมโรคต่อไป