ห้องข่าวภาคเที่ยง

รายงานพิเศษ : คดีรถหรูคดีแรกที่ปรากฏคำพิพากษา

คดีรถหรูที่ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาในคดีปลอมแปลงเอกสาร และหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร แต่คดีนี้เพิ่งจบไปในศาลชั้นต้น คดีนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ไปติดตามจากรายงาน

9 มิถุนายน 2556 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นำหมายศาลเข้าตรวจค้นเป้าหมายที่มีหลักฐานว่า มีการนำเข้ารถหรูทั้งคันจากต่างประเทศเพื่อนำมาจดประกอบ โดย 1 ใน 7 เป้าหมาย เป็นโรงประกอบรถของ นายพันวศิน วิไลแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว-วังหิน 85 เขตลาดพร้าว โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดรถหรูยี่ห้อเบนท์ลีย์ 1 คัน ไปตรวจสอบ

คดีนี้ ดีเอสไอ ใช้เวลาสอบสวนอยู่นานถึง 5 ปี ก่อนจะส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณา และส่งฟ้องศาลไปเมื่อปี 2561 โดยระหว่างการพิจารณาคดีศาลได้เบิกพยานจากดีเอสไอที่ให้การยืนยันว่า รถนำเข้าที่ยึดไปตรวจสอบเป็นการลักลอบนำเข้ามาในไทยทั้งคัน ไม่ได้ถูกแยกชิ้นส่วนมาประกอบในไทย

โดยให้เหตุผลว่า เพราะไทยยังไม่มีเทคโนโลยีในการประกอบรถยนต์คันดังกล่าวให้กลับมาใช้งานได้ ประกอบกับคำให้การยืนยันของเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการประกอบรถยนต์ ที่ให้การยืนยันว่าไม่พบการถอดประกอบชิ้นส่วนจากรถคันดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีคำเบิกความจากเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ที่ยืนยันว่าในเอกสารนำเข้าสินค้ามีข้อความที่ตนเองไม่ได้แก้ไขปรากฏอยู่ ขณะที่ทนายความจำเลยได้พยายามแก้ต่าง นำพยานเข้าหักล้างคำให้การในทุกประเด็น กระทั่งศาลได้นัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

โดยศาลพิเคราะห์ว่า จำเลยมีการแก้ไขเอกสารนำเข้าสินค้า เพื่อนำไปแสดงให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำไปคำนวณการชำระภาษี และจดทะเบียนเป็นรถจดประกอบ ประกอบกับพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดจริง จึงพิพากษาจำคุก นายพันวศิน ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม รวม 2 กระทง เป็นเวลา 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลบริษัท สั่งปรับ 100,000 บาท ขณะที่ความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าสินค้า สั่งปรับจำเลยทั้ง 4 คน คนละประมาณ 1.7 ล้านบาท และให้ริบรถของกลาง ส่วนข้อหาอื่น ๆ ให้ยก

ซึ่งหลังมีคำพิพากษาดังกล่าว ดีเอสไอ ระบุว่า เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และจะติดตามผลคำพิพากษาถึงที่สุดต่อไป

ขณะที่ในฝั่งจำเลยในคดีนี้ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยระบุว่า จะพยายามชี้แจงให้ศาลอุทธรณ์รับฟังคำให้การของพยานจำเลยเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องการประกอบรถซูเปอร์คาร์ในไทย ที่ยืนยันว่าสามารถทำได้ คำให้การของพยานที่ไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้ รวมถึงเรื่องพยานบางปากที่ให้การเท็จในชั้นศาล ซึ่งเชื่อว่าเมื่อมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้จะทำให้ความจริงปรากฏ