สนามข่าว 7 สี

ออกหมายเรียกพยานคดี บรรยิน แหกคุก ตร.ยันไม่ใช่เรื่องกุข่าว มีหลักฐานเชื่อมโยง

ตำรวจเดินหน้าเรียกสอบพยานที่พัวพันกับแผนแหกคุกของพันตำรวจโทบรรยิน เพื่อรวบรวมหลักฐานไปแจ้งข้อกล่าวหา และยืนยันว่าแผนการแหกคุกครั้งนี้ไม่ใช่การกุข่าวขึ้นมาตามที่พันตำรวจโทบรรยินอ้าง เนื่องจากมีหลักฐานหลายอย่างเชื่อมโยงกันได้

พันตำรวจเอก เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้าการหาพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดกับพันตำรวจโทบรรยิน ตั้งภากรณ์ ผู้ต้องขังคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา และคดีอุกฉกรรจ์อีกหลายคดี ซึ่งวางแผนแหกคุกขณะถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จนกรมราชทัณฑ์ต้องย้ายตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง

โดยจะทำการสอบพยาน 3 คน ได้แก่ ทนายความที่รับงานไปประกันตัวผู้ต้องขัง 2 คน ออกจากเรือนจำ เพื่อไปก่อเหตุตามที่พันตำรวจโทบรรยินวางแผนไว้ คนที่ 2 คือ บุตรชายของพันตำรวจโทบรรยิน ซึ่งเป็นเพื่อนกับ 1 ในผู้ต้องขังที่ถูกประกันตัวออกมา โดยตำรวจคาดว่าน่าจะล่วงรู้แผนการณ์ก่อเหตุด้วย และคนสุดท้าย คือ อดีต สส.คนหนึ่ง ที่พันตำรวจโทบรรยินตั้งใจจะขอให้ช่วยเหลือ แต่ได้รับการปฏิเสธ ซึ่งพยานทั้ง 3 ปาก ตำรวจได้ออกหมายเรียกไปแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่าในขณะนี้ยังไม่สะดวกมาพบพนักงานสอบสวน และยังไม่แจ้งวันเวลาที่จะเข้าให้ปากคำว่าจะเป็นวันเวลาใด สำหรับประเด็นที่จะสอบปากคำ มีทั้งเรื่องความเชื่อมโยงของพยานทั้ง 3 ปาก กับพันตำรวจโทบรรยินในเรื่องต่าง ๆ, ข้อมูลพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ต้องขัง 2 คน ให้การซัดทอดไปยังพยาน รวมถึงประเด็นอื่นที่ยังเปิดเผยไม่ได้ในขณะนี้ 

สำหรับเรื่องที่พันตำรวจโทบรรยิน บอกว่า ข่าวเรื่องแหกคุกเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อทำให้ตนเองเสียเปรียบในการต่อสู้คดีนั้น พันตำรวจเอก เอนก บอกว่า ตำรวจมีพยานหลักฐานเส้นทางการเงินกับการติดต่อสื่อสารเพื่อดำเนินการตามแผนการดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ และไม่หนักใจเรื่องการดำเนินคดี เพราะผู้ต้องหาจะอ้างอย่างไรก็ได้

ส่วนเรื่องที่จะไปแจ้งข้อกล่าวหากับพันตำรวจโทบรรยินได้เมื่อใดนั้น รองผู้บังคับการปราบปราม บอกว่า ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนอีกระดับหนึ่ง จึงจะเข้าแจ้งข้อกล่าวหาได้ และยังระบุไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อใด แต่จะดำเนินการทันที่เมื่อหลักฐานสมบูรณ์ครบถ้วน

อีกประเด็นที่กลายเป็นข่าว จากการขึ้นเบิกความต่อศาลของพันตำรวจโทบรรยินเมื่อวันก่อน ที่เจ้าตัวระบุว่าถูกใส่โซ่ตรวจขังเดี่ยว และได้รับการปฏิบัติเหมือนไม่ใช่มนุษย์นั้น พันตำรวจ เอกณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงเรื่องที่ต้องควบคุมพันตำรวจโทบรรยินอย่างเข้มงวดว่า ก็ทำไปภายใต้หลักมนุษยธรรมตามหลักสากล โดยดูจากเหตุผลความจำเป็นเพื่อป้องกันผู้ต้องขังหลบหนี หรือก่อเหตุร้ายแรง ซึ่งในกรณีของพันตำรวจโทบรรยิน ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่ามีความคิดจะหลบหนีการควบคุมตัว มีการวางแผนตระเตรียมการ ซึ่งหากควบคุมตัวเหมือนผู้ต้องขังปกติทั่วไป อาจก่อเหตุร้าย หรือไปยุยงให้นักโทษอื่นก่อเหตุได้