เจาะประเด็นข่าวค่ำ

ศบค. เคาะคลายล็อกระยะที่ 5 ย้ำหากฝ่าฝืนข้อกำหนด เจ้าของกิจการจะมีความผิด

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. เปิดเผยถึงผลการประชุมของ ศบค.ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณา มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5

โดยที่ประชุม ศบค.มีมติให้เปิดโรงเรียนทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ ต้องได้รับอนุญาตจากต้นสังกัด มีการลงทะเบียนการปฏิบัติมาตรการป้องกัน โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าประเมินความพร้อมก่อนดำเนินการ

ศูนย์การค้าและห้างให้เปิดตามความเหมาะสมของพื้นที่ หรือให้ปิดได้ในเวลา 22.00 น. ส่วนร้านสะดวกซื้อสามารถเปิดได้ 24 ชั่วโมง

ส่วน ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยึดตามข้อเสนอข้อกำหนดก่อนหน้านี้ ให้เปิดได้ถึงเที่ยงคืน ระยะนั่งและยืนห่างกัน 1 เมตร จำกัดผู้ใช้บริการขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตรต่อ 1 คน และห้ามร่วมโต๊ะกับผู้อื่น มีระยะห่างแต่ละโต๊ะ 2 เมตร หากพื้นที่ไม่พอให้ทำฉากกั้น สูง 1.5 เมตร มีระบบระบายอากาศและมีพื้นที่สูบบุหรี่ส่วนบุคคล

ร้านเกมและอินเทอร์เน็ตให้เปิดได้ โดยจำกัดอายุผู้เข้าใช้บริการ อายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าได้วันจันทร์-ศุกร์ ช่วง 14.00 - 20.00 น. ส่วนวันหยุด เข้าใช้ได้ช่วง 10.00 - 20.00 น. ขณะที่ อายุ 15 - 18 ปี วันจันทร์-ศุกร์เข้าได้ช่วง 14.00 - 22.00 น. วันหยุดเข้าได้ช่วง 10.00 - 22.00 น. และอายุ 18 ปีขึ้นไป ใช้บริการทุกวันได้ 24 ชั่วโมง โดยทุกคนต้องสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา จำกัดพื้นที่การใช้งาน 4 ตารางเมตรต่อ 1 คน เว้นระยะห่าง นั่ง ยืน เดิน ไม่น้อยกว่า 1 เมตร และให้พักทำความสะอาดทุก 2 ชั่วโมง

ส่วนสถานประกอบการอาบอบนวดและโรงน้ำชา ต้องมีใบอนุญาตสถานบริการอย่างถูกกฎหมาย โดย ศบค.ได้มอบหมายให้ ศปม.ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทุกคนต้องลงทะเบียนเข้า-ออก ผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ต้องใส่หน้ากาก หรือ เฟซชีลด์ตลอดเวลา ยกเว้นตอนอาบน้ำ อีกทั้งต้องทำความสะอาดอ่างและห้องน้ำ ก่อนและหลังใช้งาน ต้องมีการตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นระยะ รวมทั้งโรคอื่นๆ ด้วย และห้ามมีการค้าประเวณีโดยเด็ดขาดตามกฎหมายที่ระบุไว้อยู่แล้ว

โดยโฆษก ศบค. ย้ำว่า ผู้ประกอบกิจการ-กิจกรรมต้องปฎิบัติตามอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หากพบว่ามีการกระทำผิดให้กำหนดบทลงโทษ โดย ศบค.มอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี วางข้อกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมาด้วย

โดยมาตรการต่างๆ ก็จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (30 มิ.ย.) เพื่อประกาศใช้ทั้งหมดในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้