รอบรั้วรอบโลก

บราซิล เดินหน้าทดลองวัคซีนรักษาโรคโควิด-19 กับอาสาสมัคร 9 พันคน

ทางการรัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล คาดว่า ในสัปดาห์นี้รัฐบาลกลางจะอนุญาตให้พวกเขาทดลองวัคซีนรักษาโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทเวชภัณฑ์ ซิโนแวค ของจีน โดยตอนนี้มีประชาชนลงทะเบียนเพื่ออาสาสมัครเข้าทดลองวัคซีนนี้แล้วถึง 9,000 คน
 
โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บราซิล ได้เริ่มการทดลองทางคลีนิค เพื่อทดสอบวัคซีนของบริษัทเวชภัณฑ์ แอสตร้า เซเนก้า ซึ่งผลิตโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โดยมีอาสาสมัคร 5,000 คน จากเมืองเซาเปาลู, ริโอ เด จาเนโร และหลายพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เข้าร่วมการทดลองนี้

ทางด้านบริษัทกิลเลียด ไซแอนเซส ผู้ผลิตยาเรมเดซิเวียร์ ที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 ประกาศตั้งราคายาเรมเดซิเวียร์ แล้ว โดยกำหนดราคาค่ารักษาสำหรับชาวอเมริกันที่เข้าโครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพของทางการ ไว้ที่ราว ๆ 72,500 บาท  ซึ่งเป็นการรักษา 1 คอร์ส ระยะเวลา 5 วัน โดยผู้ป่วยจะได้รับยาทั้งสิ้น 6 ขวด แต่สำหรับชาวอเมริกันที่มีการประกันสุขภาพผ่านทางบริษัทเอกชนที่ว่าจ้างทำงาน จะต้องจ่ายเพิ่มเป็น 96,000 บาทต่อ 1 คอร์สการรักษา โดยทางบริษัทจะจัดส่งยาเรมเดซิเวียร์ ให้ทางการสหรัฐฯ ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะที่กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป จะคิดค่ารักษาผู้ป่วยในราคา 72,500 บาทเช่นกัน

ส่วนกลุ่มประเทศยากจนและรายได้ปานกลาง 127 ประเทศ จะได้รับยาเรมเดซิเวียร์ ผ่านทางบริษัทผู้ผลิตยาสามัญในประเทศเหล่านี้ 

ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เรียกร้องประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้ออกเอกสารคำสั่งประธานาธิบดี ระบุให้ชาวอเมริกันทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ และเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ กระทำเป็นแบบอย่างต่อประชาชน ด้วยการสวมหน้ากากทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสาธารณชน
สำหรับ คำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) เป็นอำนาจสั่งการของผู้นำสหรัฐฯ โดยตรงต่อหน่วยงานของรัฐบาลกลาง โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากสภาคองเกรส ซึ่งคำสั่งดังกล่าว จะใช้สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หรือในช่วงภาวะสงคราม

ขณะที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทางการอาจพิจารณายกเลิกการอนุญาตให้ภัตตาคารเปิดให้บริการนั่งภายในร้าน ตามแผนการคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 3 ที่จะมีผลในวันที่ 6 กรกฏาคมนี้ หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ