เจาะประเด็นข่าวค่ำ

ภาพสะเทือนใจ! ลูกจ้าง สกสค. ล้มทั้งยืนหลังรู้ข่าวเลิกจ้างฟ้าผ่าเกือบ 1,000 คน

เป็นภาพนาทีที่หนึ่งในพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. กรีดร้องด้วยความเสียใจและเป็นลมล้มพับไปกับพื้น ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องรีบเข้าปฐมพยาบาลพร้อมกับพูดปลอบใจและให้กำลังใจกัน หลังรู้ข่าวว่ามีคำสั่งเลิกจ้างเจ้าหน้าที่ จำนวน 961 คน โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าเนื่องจากประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลามากกว่า 15 ปี

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (30 มิ.ย. 63) ที่สำนักงานองค์การค้าคุรุสภาลาดพร้าว ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเนื่องจากมีการแจ้งปลดเจ้าหน้าที่เกือบ 1,000 คน โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า โดยคำสั่งระบุว่า ด้วยองค์การค้าของ สกสค. มีหน้าที่บริการส่งเสริมอำนวยความสะดวกในการจัดระบบการศึกษาของชาติ ในด้านการพิมพ์ หนังสือเรียน เอกสารทางการศึกษา ผลิตอุปกรณ์การศึกษา บริการธุรกิจทางการศึกษา ตามที่ สกสค. มอบหมาย ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลามากกว่า 15 ปี องค์การค้าของ สกสค. จึงมีความจำเป็นที่ต้องเลิกจ้างพนักงาน เจ้าหน้าที่ เพื่อปรับปรุงอัตรากำลังและผลประโยชน์ตอบแทนขององค์การค้าของ สกสค.ให้สอดคล้องกับภารกิจ ให้เลิกจ้างพนักงาน เจ้าหน้าที่ จำนวน 961 ราย โดยให้สิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดตามรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563

ล่าสุด นายนิวัติชัย แจ้งไพร ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เปิดเผยว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้พนักงานอย่างมากและมองว่ายิ่งแก้ไขปัญหาผิด เดิมที่รัฐบาลกำหนดว่าจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาฟื้นฟูองค์การค้า แต่การกระทำเช่นนี้เรียกว่าฟื้นฟูองค์กรหรือไม่ แม้จะไม่ยุบองค์การค้าก็ตาม แต่ภารกิจที่องค์การค้ารับผิดชอบนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อเลิกจ้างพนักงานเช่นนี้ พร้อมตั้งคำถามว่าผู้ปกครอง นักเรียน จะได้รับความเสียหายหรือไม่ เพราะต่อไปจะซื้อหนังสือเรียนราคาเท่าไร

นายนิวัติชัย ยังบอกว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารองค์การค้า และ รมว.ศึกษาธิการ ไม่มีธรรมาภิบาล ต่อไปทางสหภาพแรงงานฯ จะไปดูว่ามติที่ออกมานั้นชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรมกับลูกจ้างหรือไม่ และขัดต่อกฎหมายใดบ้าง ขณะนี้สหภาพกำลังปรึกษาและนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุมวิสามัญสหภาพแรงงานฯ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ เพื่อหาข้อสรุปเตรียมเอาผิดหรือฟ้องร้องกับผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรและประเทศชาติต่อไป