รอบรั้วรอบโลก

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก พุ่ง 10.4 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 509,000 คน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 10.4 ล้านคน เสียชีวิตมากกว่า 509,000 คน โดย สหรัฐอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุดในโลก กว่า 2.6 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดกว่า 128,000 คน   

นางคาริสซ่า เอเตียน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ประจำภูมิภาคอเมริกา กล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในลาตินอเมริกา อาจเพิ่มขึ้นเป็น 438,000 คน ภายในเดือนตุลาคมนี้ ถ้ารัฐบาลแต่ละประเทศในภูมิภาคดังกล่าว ลดระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดลง หรือเปิดภาคเศรษฐกิจเร็วเกินไป นอกจากนี้ นางเอเตียน ขอให้แต่ละประเทศในลาตินอเมริกา เพิ่มการตรวจคัดกรองหาเชื้อให้กับประชาชน และติดตั้งระบบการแกะรอยผู้ต้องสงสัยว่า ติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นางเอเตียน บอกด้วยว่า ประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกยังจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงแล้วก็ตาม

โดยล่าสุด ในแถบลาตินอเมริกา มีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 แล้วกว่า 113,000 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งโลก และมีผู้ติดเชื้อรวมกันกว่า 2.1 ล้านคน

ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านเบี้ยบำนาญ, แรงงาน, การศึกษา และสุขภาพ ของวุฒิสภาสหรัฐฯ โดย ดร.เฟาซี บอกว่า การที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทางการรัฐหลายแห่งเปิดภาคธุรกิจเร็วเกินไป อีกทั้งประชาชนไม่ปฎิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ สหรัฐอเมริกา จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 100,000 คนต่อวัน จากตอนนี้ ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละ 40,000 คน  ซึ่งเขาขอให้ทางการของแต่ละรัฐ ใช้มาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมการระบาดให้ได้

นอกจากนี้ ดร.เฟาซี กล่าวเตือนด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่แน่นอนว่า โลกจะมีวัคซีนที่สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ ดังนั้น เขาจึงขอให้ชาวอเมริกันทุกคนรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด 

ด้านผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจาก 8 รัฐ ต้องเข้ากักตัวเป็นเวลา 14 วัน ประกอบด้วยรัฐแคลิฟอร์เนีย, จอร์เจีย, ไอโอวา, ไอฮาโฮ, ลุยส์เซียนา, มิสซิสซิปปี, เนวาดา และเทนเนสซี เนื่องจากรัฐเหล่านี้ มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เคยมีคำสั่งกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากรัฐอื่น ๆ จำนวน 8 รัฐ มาแล้ว

ส่วนผู้ว่าการรัฐเซ้าธ์ ดาโกต้า ประเทศสหรัฐฯ ประกาศจะไม่ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมทั้งให้ประชาชนเลือกด้วยตัวเองว่า จะใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่ ในการเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฏาคมนี้ ที่บริเวณอนุสรณสถานแห่งชาติเขารัชมอร์ (Mount Rushmore)  โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ด้วย

ทางการรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ประกาศกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์บางส่วนในพื้นที่ชุมชน 36 แห่ง บริเวณชานเมืองนครเมลเบิร์น ไปจนถึงวันที่ 29 กรกฏาคม หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่รัฐ เพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลักตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวานที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 64 คน 

โดยมาตรการล็อกดาวน์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ต้องอยู่แต่ในที่พักอาศัย โดยได้รับอนุญาตให้ออกมาเพียงแค่ซื้ออาหารและสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น และไปพบแพทย์ รวมถึงกรณีที่ไม่สามารถทำงานหรือเรียนจากที่พักอาศัยได้  รวมทั้งห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสู่นครเมลเบิร์น เป็นเวลา 2 สัปดาห์