เช้านี้ที่หมอชิต

พ่อแม่ น้องแจง ไม่เชื่อลูกหลอกหนุ่มโอนเงิน 4 ล้านบาท-พิธีกรดังเผยเคยถูกหลอกแบบเดียวกัน

เช้านี้ที่หมอชิต - เปิดใจพ่อและแม่ของ "น้องแจง" หญิงที่ไปหลอกชายอายุ 53 ปี ซึ่งรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก จนโอนเงินให้เธอไปถึง 4 ล้านบาท โดยพ่อและแม่ของน้องแจง ออกมาโต้ว่าไม่เชื่อว่าลูกจะหลอกใครเป็น ขณะที่พิธีกรรายการข่าวโทรทัศน์ช่องดังแห่งหนึ่ง เผยเคยถูกหลอกแบบเดียวกันมาแล้ว

จากกรณีที่มีผู้เสียหาย เป็นชายอายุ 53 ปี นำหลักฐานร้องทนายความชื่อดัง หลังถูกหญิงสาวที่รู้จักกันในเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า "แจง" ชาวอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ หลอกคบหากันเป็นแฟนนานกว่า 2 ปี แต่ไม่เคยเจอหน้ากัน จากนั้นก็เริ่มขอยืมเงินจัดงานศพพ่อ งานศพแม่ และซื้อที่ดิน รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท ก่อนตีตัวออกห่าง และไม่สามารถติดต่อได้

พลตำรวจตรี บัณฑิต ตุงคะเศรณี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สั่งการให้ตำรวจ สภ.สารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหญิงสาวคนดังกล่าวที่ถูกระบุว่าเป็นชาวสารภี พบว่าแท้จริงแล้วเธอ เป็นชาวอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เมื่อหลายปีก่อนเคยมีสามีเป็นชาวอำเภอสารภี ก่อนที่จะเลิกราและแยกย้ายกันไป

ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านพักของหญิงสาว ที่จังหวัดลำปาง พบว่าทั้งพ่อและแม่ของหญิงดังกล่าว ยังมีชีวิตอยู่ โดยพ่อของหญิงสาวบอกว่าช่วง 5-6 ปีก่อน ลูกสาวเคยทำงานที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน ก่อนจะลาออกไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ไม่รู้ว่าทำงานตำแหน่งอะไร ครั้งล่าสุดที่ลูกสาวโทรศัพท์มาหา คือช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บอกเพียงว่าจะไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียกับเพื่อน หลังจากนั้นลูกสาวก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ที่ผ่านมาลูกสาวเคยแต่งงานและมีลูกแล้ว ก่อนจะเลิกรากับสามี จากนั้นก็อยู่คนเดียวมาตลอด และไม่เชื่อว่าลูกจะไปหลอกเอาเงินใครมากถึง 4 ล้านบาท หากหลอกเงิน 40,000 บาท ก็พอจะเชื่อได้

ขณะที่หนุ่มใหญ่อายุ 60 ปี พิธีกรรายการข่าวโทรทัศน์ช่องดังแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ก็เคยถูกหญิงสาวรายหนึ่ง ชาวจังหวัดลำปาง หลอกลวงในลักษณะเช่นเดียวกันมาแล้ว โดยรู้จักกันผ่านทางโซเชียลมีเดีย เห็นเพียงรูปและพูดคุยโทรศัพท์ แล้วตกลงคบหากันจนถึงขั้นจะแต่งงาน โดยกำหนดวันแต่งงานเรียบร้อย ทั้งที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันแม้แต่ครั้งเดียว

โดยตัวเองโอนเงินให้ใช้จ่ายและเป็นค่าเตรียมจัดงานแต่งงาน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 400,000 บาท ซึ่งทางฝ่ายหญิงยังให้มีการติดต่อพูดคุยกับญาติพี่น้อง และถ่ายรูปสถานที่จัดงานแต่งงาน รวมทั้งการเตรียมการต่าง ๆ รวมถึงยังซื้อรถยนต์ให้หญิงสาวคนดังกล่าวด้วย

แต่ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงวันแต่งงานจริง เธอได้ขาดการติดต่อและหายตัวไป จึงรู้ตัวว่าน่าจะถูกหลอกแล้ว และได้เข้าขอความช่วยเหลือจากทางตำรวจภูธรภาค 5 ติดตามคืนมาได้เพียงรถที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก แต่ไม่ได้เงินคืนและไม่ได้ดำเนินคดี เพราะไม่อยากเสียเวลาและเสียชื่อเสียง

พร้อมอยากฝากเตือนและให้กรณีของตัวเองเป็นอุทาหรณ์ให้กับชายหนุ่มคนอื่น ๆ ว่าอย่าได้หลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกันนี้อีก โดยตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะมีการทำกันเป็นทีม และชายหนุ่มที่ตกเป็นเหยื่อนั้น มักเป็นหนุ่มโสด สูงอายุ หรือพ่อหม้าย ที่พอมีเงินและมีหน้าตาทางสังคม ซึ่งหวังจะหาคู่ชีวิตดูแลในช่วงบั้นปลาย เมื่อหลอกเงินได้แล้วจะหนีหายไปเพราะรู้จุดอ่อนว่าเหยื่อกลุ่มนี้เป็นห่วงหน้าตาทางสังคม และไม่ค่อยเอาเรื่องเนื่องจากอับอาย