7HD ร้อนออนไลน์

สาวท้อง 6 เดือนโร่พึ่งมูลนิธิปวีณาฯ บอกเลิกสามีแต่กลับถูกซ้อม

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี  พาน.ส.จอย (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี เข้าพบ พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง ผกก.สภ.บางใหญ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีที่ น.ส.จอย ถูกสามี คือนายอภิรัตน์ อายุ 25 ปี ทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 6 ก.ค. เวลา 21.00 น.ด้วยการจับกดหัว ต่อยตี อย่างรุนแรงจนร่างกาย ใบหน้า ศีรษะและตาบวมช้ำ อีกยังถูกข่มขู่อีกว่า “ถ้าเเทงมึงตาย กูจะติดคุกกี่ปี” จนทำให้ น.ส.จอย หวาดกลัว เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือกับมูลนิธิปวีณาฯ

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.ค.63 เพื่อนของ น.ส.จอย ได้ขอความช่วยเหลือด่วนให้มูลนิธิปวีณาฯ พาไปแจ้งความและตรวจร่างกายพร้อมขอให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากร่างกายบอบช้ำ ต้องนอนพักรักษาตัวจนถึงทุกวันนี้และในวันนี้นอกจากจะมาติดตามคดีสามีทำร้ายร่างกายแล้ว น.ส.จอย ยังประสงค์แจ้งความกับตำรวจให้ติดตามตัวคนขับแท็กซี่ (TAXI) มาดำเนินคดีในข้อหาช่วยเหลือฝ่ายชายจนทำให้ตนเองถูกทำร้ายจนแทบเอาตัวไม่รอดด้วย

น.ส.จอย กล่าว่า ได้รู้จักกับฝ่ายชายมาประมาณ 1 ปี แต่เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน 2563 เกิดตั้งท้องได้ 3 เดือน จึงตัดสินใจมาเช่าห้องอยู่กับฝ่ายชาย แต่ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน นายอภิรัตน์ ทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.62 ถูกทำร้ายจนเข้า รพ.พระนั่งเกล้า ต้องพักรักษาตัวนาน 11 วัน โดยมีอาการซี่โครงร้าว ม้ามแตก ตับฉีก แต่ไม่ได้แจ้งความ เพราะทุกครั้งที่ฝ่ายชายทำร้ายมักจะมีการพูดจาข่มขู่ บอกว่ารู้จักกับตำรวจหลายคนอย่างมากเสียแค่ค่าปรับ จนกระทั่งวันที่ 6 ก.ค.63 เวลา 13.00 น.ตัดสินใจจะเลิกกับฝ่ายชาย จึงส่งข้อความไปบอกเลิก และบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของฝ่ายชาย แต่ฝ่ายชายได้ให้น้องชายของตนเองโทรมาหา เพราะฝ่ายชายจะขอคุยเรื่องสิ่งของที่ยังอยู่กับฝ่ายชาย จึงปลดบล็อกเบอร์โทรศัพท์และได้คุยกับทางฝ่ายชายซึ่งตกลงยอมเลิกกันด้วยดีและขาดการติดต่อกันไป

จนกระทั่งเวลา 21.02 น.เลิกงาน จึงขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยไปดูหน้าออฟฟิศว่า ฝ่ายชายมาดักรอหรือไม่ จนเพื่อนแจ้งว่าไม่มี พบแต่แท็กซี่จอดอยู่ 1 คัน จึงรีบไปขึ้นรถแท็กซี่ ทะเบียน 1 มค 5349 สีเขียวเหลือง และบอกคนขับแท็กซี่ว่า ไปสนามบินน้ำ เพราะตั้งใจจะไปนอนบ้านแม่ แต่รถแท็กซี่คันดังกล่าวได้ขับออกมาจากหน้าออฟฟิศแล้วเลี้ยวมาอีกทาง จึงพยายามถามคนขับแท็กซี่ว่า ทำไมเลี้ยวมาทางนี้  คนขับแท็กซี่บอกว่า แฟนหนูรออยู่ จากนั้นคนขับแท็กซี่ ขับรถมาจอดต่อท้ายรถของฝ่ายชายและสังเกตเห็นฝ่ายชายเดินลงมาจากรถ จึงขอร้องคนขับรถแท็กซี่ว่า อย่าเปิดล็อกประตูรถเพราะหนูอาจตายได้เลยนะลุง

แต่ไม่เป็นผลคนขับแท็กซี่ เปิดล็อกประตูให้ฝ่ายชาย ทำให้เปิดประตูเข้ามากระชากลงจากรถ และจ่ายเงินให้คนขับแท็กซี่ไป 400บาท จากนั้นได้ฉุดกระชากตนเข้าไปในรถของเขาแล้วทำการตบตี ต่อย จับหัวกดลง และพูดว่า "ถ้าแทงมึงตาย กูต้องติดคุกกี่ปี" ที่ในขณะนั้นกลัวมากจึงขอร้องไม่ให้ฝ่ายชายทำร้ายร่างกาย ฝ่ายชายจึงขับรถมุ่งหน้ามาทางรังสิต บอกว่า จะไปบ้านแม่ของฝ่ายชายอยู่ที่คลอง10 ธัญบุรี เมื่อถึงประมาณคลอง1 จึงโทรไปหาแม่แต่มีญาติมาอยู่หลายคนไม่สะดวก ฝ่ายชายจึงบังคับให้พามาที่บ้านน้องชาย บ้านน้องสาว และบ้านแม่ของตน ซึ่งอยู่ที่ จ.นนทบุรี และบอกว่าครั้งหน้าถ้าหนีมาจะได้ตามมาถูก

จากนั้นได้ขับรถพากลับมาที่ห้องเช่าแถวท่าอิฐ จ.นนทบุรี ห้องที่เช่าอยู่ด้วยกัน หลังจากทำร้ายร่างกายตนทางฝ่ายชายทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนถึงเช้าวันที่ 7ก.ค.63 เวลาประมาณ10.00น. ฝ่ายชายขับรถมาส่งที่ออฟฟิศ จากนั้นทางเพื่อนร่วมงานเห็นร่องรอยการถูกทำร้ายจึงโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ เพราะตนต้องการเลิกกับฝ่ายชาย และขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ด้านนางปวีณา หงสกุล กล่าวว่า กรณี น.ส.จอย เป็นห่วงเรื่องสุขภาพและจิตใจรวมทั้งลูกในท้อง และความปลอดภัย ดังนั้น มูลนิธิปวีณาฯ จะให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและจะทำการฟื้นฟูสภาพจิตใจและพาไปตรวจครรภ์ให้ครบตามกำหนดโดยจะดูแลทั้งแม่และลูกอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจุบันมีสถิติการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของมูลนิธิปวีณาฯ มีเรื่องการทำร้ายร่างกายภรรยา หรือแฟน เป็นอันดับหนึ่ง จึงขอให้ผู้หญิงที่คิดจะคบหากับใคร ควรเรียนรู้ความประพฤติ รู้จักครอบครัว ศึกษาประวัติ ลักษณะนิสัยของฝ่ายชายใหแน่ชัดก่อน เพราะ บางคนมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง ก่อนที่จะตกลงอยู่กินกับฝ่ายชาย โดยเฉพาะการมีบุตรด้วยกันต้องมีความรัก มีความพร้อมที่จะมีบุตรเสียก่อน มิฉะนั้นเด็กที่เกิดมาจะเป็นเหยื่อของสังคมที่ชั่วร้ายต่อไป

นายจำเริญ ละเมียดดี อายุ 57 ปี คนขับแท็กซี่ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้จอดรอรับลูกค้าที่ หน้าตลาดบางใหญ่ซิตี้ และมีเพื่อนแท็กซี่บอกว่า มีลูกค้าต้องการใช้รถแท๊กซี่ 2 คัน จึงวนรถมาจอดข้างคอนโดมิเนียม ย่านบางใหญ่จากนั้น มีผู้ชายลงจากลงรถยนต์เก๋งสีดำ เดินมาบอกกับตนว่าได้ทะเลาะกับเเฟนสาว อยากให้มีแท็กซี่ไปรอรับแฟนสาว เพราะเเฟนจะไม่นั่งรถไปกับฝ่ายชาย  จึงตัดสินใจกับเพื่อนเเท็กซี่ ไปรอรับตรงจุดที่ฝ่ายชายเเจ้ง โดยที่ฝ่ายชายได้นั่งรถแท็กซี่อีกคันซึ่งขับตามหลังกันมา โดยฝ่ายชาย ได้บอกให้ตนไปส่งแฟนที่รถเก๋งจอดไว้ เมื่อถึงที่หมายฝ่ายชายได้เปิดประตูรถด้านหน้าและจับแขนของน้องผู้หญิง ตอนนั้นไม่ได้ล๊อกรถ

แต่ถ้าล๊อกแล้วมีคนเปิด ตัวล็อกจะดีดขึ้นทำให้สามารถเปิดรถได้ ซึ่งตนเห็นว่าฝ่าชายดึงน้องผู้หญิงออกจากรถและน้องผู้หญิงร้องไห้ จึงคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะเห็นว่าเป็นสามีภรรยากัน จากนั้นฝ่ายชายได้ยื่นค่าโดยสารให้เป็นจำนวนเงิน 260 บาท โดยให้เยอะกว่าที่มิเตอร์ขึ้นและบอกกับตนว่าไม่ต้องทอนให้ค่าเสียเวลา จึงวนรถกลับออกมาเพื่อหาลูกค้ารายต่อไป โดยขอยืนยันว่าไม่ได้เห็นเหตุการณ์หลังจากนี้เพราะตอนลงจากรถทุกอย่างปกติดี ถ้ามีการทำร้ายร่างกายภายในรถตนจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างเเน่นอน

พ.ต.ท.ยศวิน เอี่ยมพุ่ม รอง ผกก.สอบสวน สภ.บางใหญ่ กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 6 ก.ค 63 เลาประมาณ 21.00 น พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุว่ามีการทำร้ายร่างกาย ต่อมาผู้เสียหายได้เดินทางเข้ามาเเจ้งความ ส่วนผู้ต้องหาที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายทราบว่าเป็นสามีของผู้เเจ้ง ทางพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน นอกจากนี้ผู้แจ้งได้กล่าวหาว่า คนขับแท็กซี่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงต้องดูเจตนาว่าคนขับเเท็กมีส่วนในการร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ โดยตอนนี้อยู่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลตรวจจากโรงพยาบาล ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย