7 สีช่วยชาวบ้าน

ณัฐชนน Love เลย : โครงการตรวจภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในชุมชนชาวไทย

ณัฐชนน Love เลย วันนี้เชิญชวนคุณผู้ชมไปตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ที่นอกจากจะทำให้เราทราบภูมิคุ้มกันของตนเองแล้ว ข้อมูลยังเป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขของไทยอีกด้วย ติดตามจากรายงาน

"โครงการตรวจภูมิคุ้มกันต่อโรค COVID-19 ในชุมชนชาวไทย" โครงการบำเพ็ญพระกุศลฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงห่วงใยถึงสุขภาพคนไทย ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยให้บริการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรค COVID-19 จำนวน 2 ครั้ง สำหรับประชาชนชาวไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ไม่เคยมีประวัติติดเชื้อ COVID-19 ในพื้นที่ชุมชน 8 จังหวัด และเปิดรับอาสาสมัครจากทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 15,000 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โดยแบ่งพื้นที่ชุมชนให้บริการ โดยเลือกตัวแทนจากภาคต่าง ๆ และสุ่มเลือกจังหวัดที่มีการติดเชื้อสูงก่อน เช่น ในกรุงเทพมหานคร เลือกชุมชนเคหะหลักสี่, ภาคกลาง ที่จังหวัดชัยนาท เพราะว่าเป็นจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเป็น 0, ภาคตะวันออก ที่ปราจีนบุรี, ภาคอีสาน ที่จังหวัดนครราชสีมาและร้อยเอ็ด ส่วนภาคใต้ ที่จังหวัดภูเก็ต เพราะเป็นจังหวัดที่มีการติดเชื้อสูงอีกจังหวัดหนึ่ง เพื่อเป็นการเปรียบเทียบว่าจังหวัดที่มีการติดเชื้อสูงกับจังหวัดที่มีการติดเชื้อต่ำ มีความแตกต่างกับจังหวัดที่อยู่โดยรอบเพียงใด

โดยวิธีการตรวจจะต้องเจาะเลือดผู้เข้าโครงการ จำนวน 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 6 เดือน เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์หาภูมิต้านทานต่อโรค COVID-19 ด้วยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ

ซึ่งการตรวจหาภูมิคุ้มกันจะมีประโยชน์ที่บ่งชี้ว่า ผู้ได้รับการตรวจเคยติดเชื้อมาแล้วหรือไม่ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเด็น คือ ถ้าผลเป็นบวก เนื่องจากเคยติดเชื้อในระยะเริ่มต้นแล้วเชื้อก็ยังไม่หมดไป ก็เริ่มมีภูมิขึ้นมา หรือว่าติดเชื้อไปแล้วเชื้อหมดไปจากร่างกายแล้ว จึงมีภูมิขึ้นมา ซึ่งภูมิที่ป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้จะอยู่กับเรานานอย่างน้อยเป็นเดือนหรือเป็นปี เมื่อเทียบเคียงกับไข้หวัดใหญ่

สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมโครงการผ่านทางเว็บไซต์ จนกว่าจะเต็มจำนวน หลังจากนั้นรอการนัดหมายเพื่อเข้ามารับการตรวจ ณ สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งข้อมูลที่ได้ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นข้อมูลบ่งชี้การระบาดในประเทศไทยต่อไปข้างหน้า เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขในระดับนโยบายของประเทศชาติได้ต่อไปในอนาคต