สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

รายงานพิเศษ : สังคมคาใจ บอส อยู่วิทยา หลุดคดี

จากกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ที่ขับรถเฟอร์รารี่ ชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ

ตอนนี้เพียงแค่รอให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของสำนวนคดีนี้ ไปยื่นเรื่องต่อศาล เพื่อขอเพิกถอนหมายจับนายบอส ซึ่งสื่อมวลชนพยายามติดต่อไปสอบถามกับผู้บังคับบัญชาใน สน.ทองหล่อ ว่าจะไปยื่นเรื่องต่อศาลเมื่อใด แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

ส่วนหมายแดงของตำรวจสากล หรือ "อินเทอร์โพล" พบว่าได้ถูกถอนออกจากระบบไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ถือว่ารอดจากอินเทอร์โพลแล้ว นายบอสจะไปไหนก็ได้ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไปแล้ว

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ค้านสายตาสังคม จนชาวเน็ตในทวิตเตอร์พากันติดแฮชแท็ก #บอสอยู่วิทยา จนขึ้นมาอยู่บนเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ในไทย จากการที่มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นกันอย่างดุเดือด ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกหมดศรัทธากับกระบวนการยุติธรรมของไทย คำว่า "เงินซื้อได้ทุกอย่าง" และ "คุกมีไว้ขังคนจน" ดังขึ้นมาอีกครั้ง และความไม่พอใจดังกล่าว ส่งผลไปถึงการออกมาเรียกร้องให้เลิกสนับสนุนธุรกิจของคนกลุ่มนี้ เพื่อตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

สอดคล้องกับความเห็นของ พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลอยู่ในสมัยนั้น ที่บอกว่ามีความพยายามจะช่วยเหลือผู้ต้องหา ถึงกับนำตัวคนใช้ในบ้านของบอส ออกมารับสมอ้างเป็นผู้ก่อเหตุ จนต้องออกคำสั่งให้ตำรวจระดับสารวัตรที่ให้ความร่วมมือกับคนในบ้านของบอส ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ามีความพยายามทำคดีให้บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้นทางแล้ว จึงไม่แปลกที่ผลออกมาจะค้านสายตาคนในสังคม

กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้น สื่อต่างประเทศก็ได้ติดตามข่าวกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่สนใจในระดับนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ กับกระบวนการยุติธรรมไทย และไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย

ฉะนั้นทั้งตำรวจและอัยการ จะต้องออกมาอธิบายให้ชัดเจน ไม่ใช่เงียบหาย หรือพูดข้างๆ คูๆ ให้คาใจกันอยู่อย่างนี้ คดีนี้จึงเป็นอันสิ้นสุดตามกระบวนการทางกฎหมาย หลังจากที่ยื้อคดีกันมากว่า 8 ปี ปล่อยให้หลายคดีหมดอายุความไป จนสุดท้ายคืออัยการสั่งไม่ฟ้อง จบแบบเงียบๆ งงๆ ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์อีกคดีที่ต้องจารึกไว้ศึกษากันต่อไป