7HD ร้อนออนไลน์

“ทนายอันต์ชัย” ขันอาสาสู้คดี”บอส อยู่วิทยา” หากญาติฟ้องพร้อมช่วยชน

กรณีคดีดังและเป็นกระแสที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับคดีของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทมหาเศรษฐีธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจไม่มีความเห็นแย้ง ที่ก่อเหตุขับรถซูเปอร์คาร์ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 55 ทำให้นายวรยุทธ หรือบอส หลุดคดี และอยู่ระหว่างเพิกถอนหมายจับออกจากระบบทุกหมาย แต่ยังไม่ตัดสิทธิ์ที่ญาติของ ด.ต.วิเชียร สามารถยื่นฟ้องเองได้

ล่าสุดวันนี้ (28 ก.ค.63) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง เปิดเผยถึงกรณีนี้ว่า คดีนี้เป็นคดีอุบัติเหตุธรรมดา ไม่มีความซับซ้อน แต่ถูกจับตาจากสังคม เพราะคนก่อเหตุเป็ลลูกคนรวยมาเศรษฐี และคู่กรณีที่เสียชีวิตเป็นตำรวจ โดยคดีถูกทำให้ยืดเยื้อ โดยตามหลักการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน หากนานเกิน 3 วัน พยานจะถูกล็อบบี้ ข่มขู่ หรือซื้อตัว ซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐานยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี หากปล่อยให้เนินนานพยานหลักฐาน จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยผู้ต้องหา และจู่ๆคดีนี้ฝ่ายผู้ต้องหามีการร้องขอความเป็นธรรมกับกรรมาธิการ จนเกิดมีพยานใหม่เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 62 ทั้งตำรวจและอัยการก็เชื่อหน้าตาเฉย หักล้างกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในตอนต้นได้อย่างไร

นายอนันต์ชัย เผยอีกว่า ปัจจุบันมีหลายหน่วยงาน หลายองค์กร ออกมาเรียกร้องให้ชี้แจงความกระจ่าง เพราะกระบวนการยุติธรรมเสียหาย หรือถูกทำลายจากคดีนี้ก็ว่าได้ ขณะที่ตำรวจชั้นประทวนก็เริ่มเคลื่อนไหว ไม่พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ตนในฐานะที่เป็นทนายความ เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมไทย ก็ไม่พอใจ รับไม่ได้ ศรัทธาของกระบวนการยุติธรรมไทยถูกทำลายโดยสิ้นเชิง และสิ่งที่สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ น่าจะเป็นเพียงการลดกระแสสังคมเท่านั้น เพราะเมื่อคำสั่งเด็ดขาดของอัยการสั่งไม่ฟ้อง ตำรวจก็เห็นพ้องไม่โต้แย้ง คดีเป็นการยุติ หมายจับทุกหมายถูกถอน

“การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาเป็นเพียงเสือกระดาษ ซึ่งจะไม่มีการเปลี่ยนคำสั่ง เปลี่ยนคำสั่งเดิมไม่ได้ เพราะกฎหมายระบุไว้ อย่างเก่งก็หาคนผิดมาลงโทษที่เกิดความบกพร่อง กฎหมายที่เขียนไว้ดี แต่คนที่ปฏิบัติตามบางคนไม่ดี อาศัยความรู้ ช่องว่างทางกฎหมายไปใช้ในทางที่ผิด ฉะนั้นตอนนี้เหลือเพียงวิธีเดียว คือ ญาติผู้เสียหาย ก็คือญาติดาบวิเชียร เป็นผู้ยื่นฟ้องคดีขับรถโดยประมาทเอง ขอให้ญาติออกมาสู้ กล้าสู้ ถ้าญาติพร้อมสู้ติดต่อผมมาได้เลย ผมพร้อมช่วยเต็มที่ เปิดหน้าชน ดูแลให้เต็มร้อย และมั่นใจว่าฟ้องได้แน่ ซึ่งคนอย่างผมใครก็มาซื้อไม่ได้ ญาติพร้อมสู้ ผมพร้อมชน” นายอนันต์ชัย กล่าวยืนยัน

ตามกฎหมายระบุคนที่เกี่ยวข้องเป็นญาติสามารถยื่นฟ้องแทนได้ ประกอบด้วย ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมารดา แม้มารดาจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับบิดา ก็ถือเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพยานหลักฐานที่มีการรวบรวมในช่วงแรกมีครบถ้วนแน่นหนาดีอยู่แล้ว ดังนั้นขอแค่ญาติกล้าสู้ ตนก็ขันอาสาเป็นทนายให้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย หรือกลัวว่าจะผิดเงื่อนไขสัญญาตอนรับเงินชดเชย คดีแพ่งตกไป แต่คดีอาญา เป็นอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ เป็นเรื่องส่วนตัว และการเปลี่ยนสำนวนให้ ด.ต.วิเชียร เป็นผู้ต้องหา ฐานประมาทร่วมนั้น เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง เหมือนเอามลทินไปป้ายให้กับคนที่ตายไปแล้ว

นายอนันต์ชัย เผยอีกว่า ไม่ได้อยากดัง หรือเกาะกระแสของข่าวที่สังคมให้ความสนใจ เพราะชื่อเสียงตนก็มีอยู่แล้ว สังคมรู้จัก แต่ต้องการทวงความยุติธรรม ต้องการกอบกู้ศรัทธากระบวนการยุติธรรม หลายคนถามว่า นักข่าว และทนาย หรือคนอื่นๆที่ออกมาเรียกร้องทวงถามจะเดือดร้อนทำไม ในเมื่อญาติ ด.ต.วิเชียร ยังไม่เดือดร้อน นั่นเพราะเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นกระทบต่อศักดิ์ศรี ต่อศรัทธาระบบกระบวนการยุติธรรมไทย นี่จึงจะเป็นการต่อสู้เพื่อกู้ศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของประเทศสู่สายตาชาวโลกด้วย จึงอยากขอให้ญาติ ด.ต.วิเชียร ซึ่งเป็นผู้สืบทอดทายาทตามกฎหมาย กล้าออกมาเรียกร้อง ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม หากไม่เช่นนั้น วลีที่บอกว่า คุกมีไว้ขังคนจน ก็จะเป็นจริง