เจาะประเด็นข่าวค่ำ

รายงานพิเศษ : ทันตแพทย์ไขปม บอส อยู่วิทยา โคเคนรักษาฟัน ยันทั้งโลกเลิกใช้ไปกว่า 150 ปีแล้ว

เป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กันยายน ปี 2555 ขณะผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ณ ขณะนั้น นำกำลังเข้าค้นบ้านในซอยสุขุมวิท 49 หลัง “บอส อยู่วิทยา” ขับรถเฟอร์รารี่ชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ จนเสียชีวิต ตั้งแต่ช่วง 05.00 น. แล้วหลบหนีเข้าไปในบ้าน

จากเหตุการณ์นี้ ตำรวจชี้แจงว่าทำให้กว่าจะนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจวัดแอลกอฮอล์ ก็ทิ้งระยะเวลาจากตอนเกิดเหตุถึงกว่า 10 ชั่วโมง และถึงแม้ยังพบปริมาณแอลกอฮอล์ 60 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ต้องหาบอกว่าเป็นการดื่มหลังเกิดเหตุเพราะเครียด ตำรวจจึงไม่เอาผิด

ไม่ต่างจากรายงานจากโรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อเดือนตุลาคมปี 2555 ที่ระบุถึงผลตรวจสารเสพติด จากการตรวจเลือด “บอส อยู่วิทยา” อย่างชัดเจนว่า พบทั้งสารออกฤทธิ์ทางจิตประสาท และลักษณะการเสพโคเคนร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ต่อมาก็กลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกตีตกไป

โดยพนักงานสอบสวนคดีนี้ ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ฟ้องเพราะเชื่อข้อมูลจากทันตแพทย์รายหนึ่ง ที่ให้การยืนยันว่าสารที่ตรวจพบ เกิดจากการใช้ยาที่มีส่วนผสมของโคเคนในการรักษาฟันให้ “บอส อยู่วิทยา” กระทั่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมหลายราย ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะทันตแพทย์เลิกใช้ ยาชา ที่มีส่วนผสมของโคเคนมานานมากกว่า 100 ปีแล้ว

อดีตอุปนายกทันตแพทยสภา ยังให้ความเห็นว่าหากจะมีการอ้างอีกว่าโคเคนที่พบในตัวของ “บอส อยู่วิทยา” เกิดจากการใช้เป็นส่วนผสมของยาชนิดอื่นหรือการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ ก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะจากช่วงเวลาการตรวจเลือด ซึ่งตรวจหลังก่อเหตุอย่างน้อยนานมากกว่า 10 ชั่วโมงก็ไม่ควรจะพบแล้ว ตำรวจจึงควรจะเชื่อถือผลตรวจของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการเสพยาเสพติด

สอดคล้องกับความเห็นของคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใน 10 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคดี “บอส อยู่วิทยา” ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคนกลาง ทั้งจากคณบดีคณะนิติศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

มองว่าประเด็นผลตรวจสารเสพติด รายงานทางการแพทย์ ผลการวิเคราะห์พยานหลักฐานหลายอย่างในคดีนี้ ยังมีข้อขัดแย้งหลายอย่าง ที่คณะกรรมการจะต้องตรวจสอบ ซึ่งหากพบข้อพิรุธหรือการบิดเบือน ก็จะเป็นประเด็น เสนอให้รัฐบาลพิจารณารื้อฟื้นคดี

คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าหลังจากนี้ หากมีผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการกลางออกมาแล้ว พบว่ามีความพยายามช่วยเหลือหรือคดีถูกบิดเบือนจริง คดีนี้ก็ไม่ได้ถือว่าจบลงและนักกฎหมายจะสามารถหาช่องทางออกให้คดีเกิดความยุติธรรมได้ แต่ในทางกลับกันหากรัฐบาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่ตอบรับผลการตรวจสอบ ก็จะยิ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งขึ้น