7HD ร้อนออนไลน์

รื้อคดี "บอส" บทพิสูจน์มือฟัน "วิชา มหาคุณ"

คดีอุบัติเหตุระหว่างตำรวจชั้นประทวนกับทายาทตระกูลดัง ผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศ มีหมายจับติดตัว จู่ๆ กลับกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ อัยการสั่งไม่ฟ้อง...ตำรวจถอนหมายจับ ท่ามกลางข้อสังสัยสารพัดว่า วางแผนช่วยเหลือกันเป็นกระบวนการหรือไม่ 

คดีที่สิ้นสุดเด็ดขาดในชั้นตำรวจและอัยการแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป. วิอาญา) ม. 145/1 ตามที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เห็นแย้ง แต่ประชาชนไม่ยอมจบด้วย เกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้รื้อคดีของนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขึ้นมาสอบสวนใหม่

“คนรวยทำผิดไม่ติดคุก” จุดติดเป็นไฟลามทุ่ง ร้อนจนอัยการสูงสุด, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายกรัฐมนตรี, และ บรรดา สส.ในสภาฯ นั่งไม่ติด ต้องออกมาตั้งกรรมการตรวจสอบยกใหญ่  เบื้องต้นพอมองทางออกได้เป็น 2 ทิศทาง

ทางแรก สำนวนคดีสั่งโดยชอบ ถูกต้องทั้งกระบวนการและระเบียบ คดีจึงเป็นยุติแล้ว...ด้วยเหตุผล บลาๆๆๆ แบบนี้ไม่มีใครเจ็บตัว แต่ถ้าชี้แจงไม่ชัด...จบแบบไม่เคลียร์ กระบวนการยุติธรรมอาจพัง และอาจดึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลให้ร่วงหล่นตามไปด้วย

กับทางที่ 2 คดีปรากฎหลักฐานพยานใหม่ หรือพบว่าพยานที่เข้าให้ปากคำไม่น่าเชื่อถือ ต้องสงสัยมีการทำสำนวนเพื่อช่วยเหลือกัน คดีจึงยังไม่สิ้นสุด ต้องรื้อฟื้นมาสอบสวนสวนใหม่ แต่ออกทางนี้...ต้องมีคนรับผิด ส่อโดน ม.200 โทษหนักไม่ใช่เล่น ส่วนใครจะโดนหางเลขบ้าง หรือต้องหาทางเลี่ยงทางหลบกันอย่างไร ก็ซื้อเวลาไปว่ากันต่อภายหลัง 

แล้วกรรมการชุดไหนพอเป็นความหวัง ไขทางไปสู่ความกระจ่าง

ชุดแรกอัยการสูงสุด แต่งตั้งนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีว่า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ,เป็นไปตามระเบียบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องหรือไม่, และมีเหตุผลในการพิจารณาสั่งคดีอย่างไร ตีกรอบเบื้องต้นไว้ 7 วัน เริ่มประชุมนัดแรกตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.63 

ชุดที่ 2 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบให้ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นประธาน ตรวจสอบกระบวนการสอบสวนของตำรวจ กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน 

ชุดที่ 3 ตรวจสอบในชั้นสภาผู้แทนราษฎร นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และมนุษยชน  จ่อเชิญอัยการสูงสุด ผบ.ตร. ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดี พยานบุคคลและพยานผู้เชี่ยวชาญเข้าชี้แจง รวมถึงบอส อยู่วิทยา 

ชุดที่ 4 นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ในกรอบเวลา 30 วัน  จ่อนัดประชุมครั้งแรก วันที่ 1 ส.ค.63

ชั่งจากกระแส เสมือนความหวังเทใส่คณะกรรมการอิสระ ชุดของ อ.วิชา เพราะเชื่อมั่นในหลักสุจริต ตรงไปตรงมา

ส่วนการตรวจสอบภายในของอัยการและตำรวจ คาดว่า ผลอาจออกมาในโทนการตรวจสอบกระบวนการ ดุลพินิจสั่งคดีชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบ ขณะที่การตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการ ก็ยังไกลเกินหวัง เป็นที่รู้กันว่า ขอเลื่อนได้ ส่งผู้แทนมาชี้แจงแทนได้   

วาระนี้ จึงต้องวัดใจว่า อ.วิชา ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น มือฟัน! จะตีกรอบการตรวจสอบอย่างไร แม้คำสั่งแต่งตั้งกำหนดหน้าที่และอำนาจ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดี เสนอแนะแนวทางเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหรือวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ...โดยไม่ก้าวล่วงหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในคดี

มองเผินๆ อาจคล้ายว่า ตั้งมาเพื่อศึกษาข้อพลาด นำไปสู่การแก้ไขในวาระหน้า เรื่องมันจบไปแล้ว...หรือไม่?? ยังเป็นอะไรที่ต้องจับตา แม้ไม่มีอำนาจเรียกสำนวนมาชำแหละ แต่ถ้ากำหนดกรอบดีๆ แค่เชิญมาให้ข้อมูล ก็ตีแผ่ให้เห็นภาพของการสอบสวนได้

เช่น กระบวนการร้องขอความเป็นธรรมเริ่มต้นอย่างไร, ใครเป็นฝ่ายนำเสนอพยานใหม่, หนังสือร้องขอความเป็นธรรม ส่งมาจาก สนช. แล้วอัยการทำอย่างไร, ที่ผ่านมาทำแบบนี้เหมือนกันทุกคดีหรือไม่

การรับฟังพยานก็ไม่ใช่ฟังได้ซี้ซั้ว มีหลักกฎหมายคุมอยู่ว่า ต้องสอบพยานอย่างไร, ใครเป็นคนสอบ, อะไรทำให้เชื่อ 100% จนหักล้างพยานชุดเก่าทั้งหมด??

พยานใหม่ที่เพิ่งโผล่มาให้ปากคำ โดยอ้างว่าขับรถตามกับมาจนสามารถระบุความเร็วของรถยนต์ได้แจ่มแจ้ง ปรากฎตัวตามภาพในกล้องวงจรปิดอย่างไร หรือมีพิกัดโทรศัพท์แสดงจุดที่อยู่ในบริเวณเกิดเหตุ, แล้วตำรวจมัวทำอะไรอยู่ จึงไม่สอบสวนประเด็นนี้ให้ชัดมาตั้งแต่วันแรกๆ 

สำหรับสูตรคำนวณสุดอึ้ง ความเร็วจาก 177 กม./ชม. ลดเหลือ 76 กม./ชม. พิสูจน์หักล้างกันแบบไหน, พยานที่ระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญศาล เคยเบิกความให้ความเห็นเกี่ยวกับความเร็วมาแล้วกี่คดี, อะไรบ้าง 

หรือถ้าจะเอาให้กระจ่างขึ้น ก็เชิญผู้เชี่ยวชาญจากค่ายเฟอรารี มาให้ข้อมูลถึงสมรรถนะของระบบเบรก  ไหนๆก็เล่นใหญ่มาเยอะแล้ว ไปต่อให้สุด 

ส่วนโคเคนที่ปรากฎตามหลักฐานนิติเวช ซึ่งพบว่าไม่ได้หายไปจากสำนวน แต่เป็นส่วนผสมของยารักษาฟัน ทำงงกันทั้งประเทศ  ก็ต้องเรียกดูใบรับรองแพทย์ และเชิญหมอผู้สั่งใช้โคเคนมาแจกแจง

ตบท้ายเบาๆ ปกติแล้วคดีที่มีหลักฐานหักล้างกันเองในสำนวน พนักงานสอบสวนมักจะเพลย์เซฟ...สั่งฟ้องให้ไปพิสูจน์กันในศาล แล้วคดีนี้อะไรทำให้ต่างไป

กระบวนการยุติธรรมที่ถูกจับจ้องว่า ทุกองค์กรต่างทำในกรอบอำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่เพื่อผลประโยชน์เดียว? รอกรรมการสักชุดมาเฉลย

ส่วนความยุติธรรมในใจคน มีคำตัดสินไปแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง