ข่าวดึก 7HD

ทันตแพทยสภา ยืนยันไม่ใช้โคเคนเป็นยาชา

พันตำรวจโทพจนารถ พุ่มประกอบศรี นายกทันตแพทยสภา กล่าวถึงกรณีการตรวจพบสารโคเคนในเลือดของ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” โดยอ้างว่าสารดังกล่าว เกิดจากการรักษาฟัน ทำให้ตำรวจไม่ส่งฟ้องคดียาเสพติด ว่า ปัจจุบันไม่มีทันตแพทย์ใช้สารโคเคนจากพืชโคคา ในการทำฟันแล้ว เนื่องจากประสิทธิภาพในการให้ความชาที่ไม่นาน ประกอบกับมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วย ทำให้มีความดันโลหิตสูง จนมีผลต่อการทำงานของหัวใจ จึงหันไปใช้สารสังเคราะห์ชนิดอื่นที่ให้ฤทธิ์การชา ได้แก่ การใช้สารลิโดเคน (Lidocane) มาฉีดยาชาในช่องปากแทน เมพิวาเคน,อะทิเคน ที่ให้การชาดีกว่าแต่มีผลข้างเคียงน้อยกับผู้ป่วย ทำให้ทันตแพทย์เลือกใช้สารนี้จนกระทั่งโคเคนไม่ถูกนำมาใช้และหายไปจากวงการทันตกรรมมากว่า 100 ปีแล้ว

ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องฤทธิ์ของโคเคนจะอยู่ในร่างกายคน หากมีการใช้เพื่อรักษาฟันจริง นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ตามปกติแล้วการใช้สารโคเคนในอดีตเพื่อให้ความชาในการรักษาฟันจะไม่ใช้ในปริมาณมาก แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า จะอยู่ในร่างกายได้นานแค่ไหน เนื่องจากใช้ในปริมาณน้อยมากและใช้เฉพาะจุด

ส่วนตัวยาชาสารสังเคราะห์เลียนแบบ มีใช้ 2 แบบคือ การป้ายเยื่อบุ และการฉีดเฉพาะจุดจะออกฤทธิ์ไม่นาน ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนจะมีสารตกค้างอยู่ในร่างกายหรือไม่นั้น ก็เหมือนกับสารสังเคราะห์ชนิดอื่น ที่มีการตกค้างได้บ้าง แต่ไม่ได้อยู่นานตลอดวัน

ไปดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตำรวจที่ออกมาแถลงข่าวหลังประชุมเป็นวันที่ 3 โดยพลตำรวจเอก ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า วันนี้ พิจารณาใน 2 ประเด็นหลักคือ กระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนชุดแรกปี 2555 ว่ามีการดำเนินการและข้อเท็จจริงอย่างไร รวมถึงเรื่องของผลการตรวจต่างๆ โดยใช้เวลาในการพิจารณาซักถามตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง เริ่มจากประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยประเด็นการพบสารโคเคนในร่างกาย ยืนยันว่าได้รับผลการตรวจเลือดของนายวรยุทธ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 โดยแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี และนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ พบสารในร่างกาย 4 ชนิด โดย 2 ชนิดเป็นยานอนหลับ และกาแฟ ส่วนอีก 2 ชนิด เป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายโคเคน และสารที่เกิดจากการเสพโคเคน ร่วมกับแอลกอฮอล์ โดยพนักงานสอบสวนได้เรียกแพทย์ที่ทำการรักษานายวรยุทธมาให้ข้อมูล ซึ่งแพทย์ยืนยันว่าได้ให้ยาบรรเทาอาการอักเสบไม่มีส่วนผสมของสารเสพติดกับนายวรยุทธ จากนั้นตำรวจได้นำผลการตรวจดังกล่าวไปสอบสวนแพทย์ทั้ง 2 โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าเป็นสารเสพติดหรือไม่ ซึ่งแพทย์ให้ความเห็นว่าผลการตรวจดังกล่าวอาจเกิดจากยาปฏิชีวนะ ที่อาจส่งผลลวงต่อการตรวจหรือเป็นสารเสพติดจริง เมื่อนำมาพิจารณาในคณะพนักงานสอบสวนแล้วเห็นว่าสารทั้ง 2 ชนิดไม่ถูกบัญญัติว่าเป็นสารที่ผิดกฎหมาย ประกอบกับไม่มีหลักฐานอื่น จึงไม่ได้แจ้งข้อหาในความผิดที่เกี่ยวข้อง แต่ได้ทำรายงานความเห็นเรื่องที่ส่งไปยังอัยการ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง