ประเด็นเด็ด 7 สี

คนร้ายชิงทอง จ.บึงกาฬ ชักปืนยิงสู้ ถูก ตร.ยิงสวนเจ็บสาหัส

ประเด็นเด็ด 7 สี - จากเหตุการณ์ที่คนร้ายบุกชิงทองกว่า 2.7 ล้านบาท ในห้างกลางเมืองบึงกาฬ ต่อมาตำรวจตามจับคนร้ายได้ 1 คน แต่ไม่พบทองของกลาง จึงคุมตัวเค้นสอบจนทราบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 คน หนีกบดานที่จังหวัดขอนแก่น จึงตามไปรวบตัว แต่คนร้ายกลับชักปืนยิงสู้ จึงถูกตำรวจยิงสวนบาดเจ็บสาหัส ติดตามรายละเอียดนี้ได้จากรายงานของคุณกรองทอง จันทะบุรม 

กล้องวงจรปิดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ เผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ชายคนหนึ่ง สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกแก๊ปสีเหลือง และหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า สะพายกระเป๋ายืนอยู่ที่หน้าร้านทอง และหันกลับไปมองที่ร้านอยู่เป็นระยะ เมื่อเห็นว่าปลอดคน เขาก็เดินไปที่ร้านทองทันที พร้อมกับคว้าปืนในกระเป๋าออกมาขู่พนักงาน จนเธอต้องวิ่งหนีตายออกไป จากนั้นคนร้ายได้ปีนข้ามเคาน์เตอร์กวาดเอาสร้อยทองรูปพรรณใส่กระเป๋าอย่างใจเย็น ซึ่งระหว่างหลบหนี คนร้ายได้ชักปืนหันไปข่มขู่ผู้เห็นเหตุการณ์อีกด้วย ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้าง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุตำรวจตรวจสอบพบว่า คนร้าย คือ นายเฉลิมพงศ์ เพชรตะกั่ว อายุ 20 ปี จึงตามไปรวบตัวเขาไว้ได้ แต่สร้อยคอทองคำหนัก 90 บาท มูลค่ากว่า 2.7 ล้านบาท หายไป เมื่อเค้นสอบปากคำ นายเฉลิมพงศ์ อ้างว่าหลังเกิดเหตุได้นำทองไปฝากไว้กับ นายรังสรรค์ อายุ 36 ปี ตำรวจภูธรภาค 4 จึงแกะรอยจนพบว่า นายรังสรรค์ กำลังขี่รถจักรยานยนต์อยู่ในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่น จึงรีบไปสกัดจับ โดยบอกให้หยุดรถ แต่ นายรังสรรค์ กลับชักปืนออกมายิงใส่ตำรวจ ทำให้ตำรวจต้องยิงปืนสวนกลับ จน นายรังสรรค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่เกิดเหตุพบกระเป๋าสะพายบรรจุสร้อยทองรูปพรรณจำนวนมากตกอยู่ เบื้องต้น มีสร้อยคอทองคำ 20 เส้น และสร้อยข้อมืออีก 66 เส้น แต่ยังไม่สามารถระบุน้ำหนักทองทั้งหมดได้ นอกจากนี้ ยังมีปืนตกอยู่ใกล้กันอีก 1 กระบอก

ตำรวจเปิดเผยว่าหลังเกิดเหตุได้คุมตัว นางสาวศศิธร อุดมลาภ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาอีกคน ซึ่งเป็นภรรยาของนายรังสรรค์ มาสอบปากคำเข้ม เธออ้างว่า นายรังสรรค์ เป็นผู้บงการทั้งหมด ก่อนก่อเหตุพวกเขาทั้ง 3 คน ได้ไปดูลาดเลาที่ร้านทองในจังหวัดบึงกาฬ และเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้เป็นอย่างดี แต่หลังเกิดเหตุ นายเฉลิมพงศ์ ถูกตำรวจภูธรบึงกาฬจับกุมได้ นายรังสรรค์ และภรรยา จึงหลบหนีมาซ่อนตัวที่จังหวัดขอนแก่น โดยใช้บัตรประชาชนของคนอื่นเปิดห้องพัก แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด 

ตำรวจระบุว่าหลังจากนี้จะต้องเอาผิดกับเจ้าของหอพักด้วย เพราะไม่มีความรอบคอบในการตรวจสอบผู้เข้าพักว่าตรงกับบัตรประชาชนหรือไม่ ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ เพื่อความสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปในเวลากลางคืน หรือให้พ้นการจับกุม มีปืนในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย