สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : เสนอหนทางดำเนินคดี บอส อยู่วิทยา

ตั้งข้อสงสัยกันมานานว่า เพราะเหตุใดอัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ในที่สุดก็มีการชี้แจงผลการตรวจสอบออกมาแล้วว่าเป็นเพราะเหตุใด และจะมีแนวทางดำเนินคดีกับ นายวรยุทธ ได้อีกหรือไม่ ซึ่งอัยการยืนยันว่า ยังสามารถแจ้งข้อหาได้ถึง 2 ข้อหา ไปลงสนามข่าวนี้กับคุณธนนันท์ วงศ์วศวัฒน์

ครบกำหนด 7 วัน ไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานอัยการสูงสุด และได้มีการแถลงชี้แจงผลการตรวจสอบไปเมื่อวานนี้ ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ในการชี้แจงและตอบข้อซักถามประเด็นต่าง ๆ

โดยสรุปแล้ว อัยการบอกว่า คดีนี้ตำรวจทำสำนวนส่งให้อัยการคดีพิเศษอาญากรุงเทพใต้ 1 พิจารณาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 ต่อมาอัยการพิจารณาแล้วเห็นควรฟ้อง 4 ข้อหา ยกเว้นความผิดฐานขับรถขณะเมาสุรา ระหว่างนั้น ทนายความของนายวรยุทธ ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรม และขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาหลายครั้ง ทำให้คดีนี้ล่าช้าออกไป จนคดีทยอยหมดอายุความ เหลือเพียงข้อหาเดียว คือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งในการพิจารณาข้อหานี้ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีว่า มีการคำนวณความเร็วรถใหม่จาก 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือเพียงไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประกอบกับพยานแวดล้อม 7 ปาก ที่ให้การสอดคล้องไปในทางเดียวกัน สุดท้ายเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดทำหน้าที่แทนอัยการสูงสุด จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจจากสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจส่งมาให้

ส่วนประเด็นสำคัญที่สังคมอยากรู้ ว่าท้ายที่สุดแล้วจะสามารถฟ้องดำเนินคดีกับ นายวรยุทธ ได้หรือไม่ คณะกรรมการฯ ชุดนี้ บอกว่า ได้เสนออัยการสูงสุดสั่งการใน 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ ขอสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเสพยาเสพติดกับ นายวรยุทธ ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ขอให้นำหลักฐานใหม่ เป็นผลการตรวจวัดความเร็วของอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาพิจารณาประกอบการสอบสวน เพื่อให้อัยการมีความเห็นสั่งคดีใหม่ นำไปประกอบการแจ้งข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่คดียังไม่หมดอายุความ

ส่วนเหตุผลที่ ณ ขณะนั้นไม่สามารถเชื่อเรื่องความเร็วรถที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ เพราะเห็นว่ามีเพียงการส่งผลลัพธ์การคำนวณมาให้พิจารณา ไม่มีรายละเอียดว่ามีการคำนวณอย่างไร ประกอบกับต่อมามีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่มาหักล้างความเห็นดังกล่าวว่า น่าจะเกิดจากการคำนวณที่ผิดพลาด

เรื่องการต่อสู้คดีของผู้ต้องหาที่ทำให้อาจเกิดความกังวลว่า จะมีการประวิงเวลาเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ดังกล่าว เห็นว่าควรนำไปถอดบทเรียนเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงได้ถึง 3 ประเด็น คือ การจำกัดจำนวนครั้งในการร้องขอความเป็นธรรม, การเสนอให้อัยการไปร่วมสอบสวนกับตำรวจ และการรักษาสมดุลหากต้องใช้ความเห็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบสำนวนคดี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการถอดบทเรียนและปรับกฎระเบียบดังกล่าว ดังนั้น ผู้ต้องหาจึงมีสิทธิ์ที่จะยื่นอุทธรณ์ได้เหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่คณะกรรมการฯ ก็เชื่อว่า การใช้ดุลพินิจหลังจากนี้จะคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่ให้เกิดการประวิงเวลาเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนการประชุมหารือของตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนคดีนี้ในนัดที่ 6 หลังได้ฟังการแถลงข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ใช้เวลาหารือต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะจบการประชุม และตอบสื่อมวลชนสั้น ๆ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการแจ้งข้อหาเรื่องการเสพยาเสพติดว่าสามารถดำเนินการได้