เจาะประเด็นข่าวค่ำ

คณะตรวจสอบอัยการเปิดสำนวนตำรวจ ที่มาคำสั่งไม่ฟ้องคดี บอส อยู่วิทยา

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการคดี -อาญาธนบุรี เข้าชี้แจงการตรวจสอบความถูกต้องของคำสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ทายาทธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ในคดีขับรถชนดาบตำรวจ

โดยได้ไล่เรียงเหตุการณ์ รายชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามสำนวนที่ตำรวจยื่นส่งให้อัยการพิจารณา จนกลายเป็นที่มาของคำสั่งไม่ฟ้อง

ประเด็นแรก เริ่มตั้งแต่วันเกิดเหตุมี นายจารุชาติ มาดทอง เป็นประจักษ์พยาน เข้าให้การตั้งแต่หลังเกิดเหตุไม่ใช่พยานใหม่ ระบุว่าเห็นรถจักรยานยนต์ของดาบตำรวจวิเชียร เปลี่ยนช่องทางมาที่หน้ารถของตัวเอง จนต้องหลีกแซงขึ้นไป จากนั้น 3 วินาทีได้ยินเสียงรถชนกันด้านหลังโดยไม่ได้ย้อนกลับไปดู แต่ไม่ได้ให้การเรื่องความเร็ว

พันตำรวจโทวิรดล ทับทิมดี ไปตรวจที่เกิดเหตุ และมีผู้เชี่ยวชาญคือ พันตำรวจโทสมยศ แอบเนียน และ พันตำรวจโทสุรพล เดชรัตนวิชัย ตรวจสภาพรถ ให้ความเห็นสอดคล้องกับพยานว่า “ร่องรอยความเสียหายไม่มาก และเชื่อว่าขับรถมาด้วยความเร็วไม่สูง”

หลังเกิดเหตุราว 10 ชั่วโมงต่อมามีการนำตัว “บอส อยู่วิทยา”ส่งตรวจเลือดพบสารแปลกปลอม โดยมีตัวสำคัญคือโคเคน

แต่มี นายแพทย์วิชาญ เปี้ยวนิ่ม ตรวจและลงความเห็นว่าพบสารแปลก ปลอมจริง แต่มีความเห็นเพิ่มเติมว่า “ค่าเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน จนกว่าจะมีการตรวจซ้ำครั้งที่ 2 หรืออาจเกิดจากผลลวงซึ่งมาจากการใช้ยารักษาโรค”

ต่อมา ทันตแพทย์ณรงค์ โพธิเกตุ ให้การว่าก่อนเกิดเหตุได้รักษารากฟันให้ “บอส อยู่วิทยา” และให้ยาอะม็อกซี่ซิลลิน 500 มิลลิกรัม ใช้บรรเทาอาการปวด ซึ่งทำให้อาจเกิดผลลวงเรื่องสารเสพติด” จากพยานหลักฐานทั้งหมดทำให้ ข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษไม่มีในสำนวนมาตั้งแต่ต้น

ประเด็นความเร็วมี พันตำรวจโทธนสิทธิ แตงจั่น จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ตรวจสอบพร้อมอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่มีแค่รายงานเป็นตัวเลขความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่ได้อธิบาย หรือเข้าให้การ

ส่วนประเด็นขับรถขณะเมา มีการตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือด 68 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ราว 10 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ มีแพทย์วิเคราะห์ว่าปริมาณแอลกอฮอล์จะถูกขับออกเรื่อยๆ จึงคาดว่าขณะเกิดเหตุผู้ต้องหาน่าจะมีแอลกอฮอล์ในเลือดประมาณ 386 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณ ที่ทำให้ไม่สามารถครองสติอยู่ได้

จากผลนี้พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นปริมาณที่สูงเกินไป จนไม่น่าเชื่อว่าจะขับรถได้ ประกอบกับมีนางสาวเกตนุช มาดวางแสง เป็นคนรับใช้ในบ้านอยู่วิทยา ให้การว่าได้ผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้หลัง ผู้ต้องหาขับรถเข้ามาในบ้าน จึงเชื่อว่าน่าจะเมาหลังขับ

ต่อมาผู้ต้องหา มีการยื่นร้องต่อกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีหลักฐานสำคัญเพิ่มเติม ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญของคดีคือ

1.การคำนวณความเร็วรถเฟอร์รารี่โดย ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ความเร็วประมาณ 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2.เพิ่มพยาน คือพลอากาศโทจักรกฤช ถนอมกุลบุตร และพลอากาศโทสุรเชษฐ ทองสลวย

3.ร้องให้สอบเพิ่ม พันตำรวจโทธนสิทธิ แตงจั่น ซึ่งครั้งนี้กลับให้การว่าได้คำนวณใหม่แล้วเปลี่ยนความเร็วรถเฟอร์รารี่เหลือ 79 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทำให้พยานสอดคล้องกันทั้งหมด ในสำนวนของตำรวจไม่มีความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรวจสอบ การพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดจึง เป็นไปตามระเบียบ

หลังการชี้แจงของอัยการ นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช รองประธานกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ให้ความเห็นประเด็นระดับแอลกอฮอล์ซึ่งตำรวจและอัยการเห็นว่า มีแพทย์ชี้ว่าปริมาณสูงเกินจนผู้ต้องหาไม่น่าจะขับรถได้ จึงไม่แจ้งข้อหาเมาแล้วขับถือเป็นการตัดประเด็นสำคัญของคดี และคาดเดาโดยไม่เป็นไปตามหลักวิชาการด้วย

ส่วนฝ่ายของตำรวจ พลตำรวจเอกศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงเพียงว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจ สอบซึ่งจะแล้วเสร็จสัปดาห์หน้า