7HD ร้อนออนไลน์

เร่งถอดบทเรียนเวียดนาม รับมือโควิดระลอกใหม่

นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวเรื่องมาตรการรองรับการระบาดระลอก 2 ว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยโควิด 20 ล้านคน แต่จากการศึกษาในหลายประเทศพบว่า การรายงานจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่อาจต่ำกว่าผู้ป่วยจริงเกือบ 10 เท่า เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อย อาจไม่ได้เข้ารับการรักษา จึงทำให้ยอดผู้ป่วยตามรายงานต่ำกว่าผู้ป่วยจริง และยังพบด้วยว่าในประเทศที่มีการระบาดใหญ่ ในหลายเมืองและหลายรัฐพบผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมาก แต่การเกิดภูมิคุ้มกันโรคยังต่ำมาก ดังนั้นความหวังของการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่เพื่อให้โรคชะลอตัวลงได้เอง จึงเป็นไปได้ช้ามาก  

สำหรับไทยได้จับตาการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในเวียดนาม เพราะมีสภาพใกล้คัยงกับไทย โดยเวียดนามพบการติดเชื้อในประเทศจำนวนไม่มากเพราะปิดประเทศเร็ว ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากผู้เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ แต่การระบาดระลอกใหม่ในดานัง ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่าระลอกแรก ขณะที่การสอบสวนโรคยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าการระบาดเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจเป็นไปได้ใน 3 ประเด็น คือยังมีผู้ป่วยในประเทศหลงเหลืออยู่  การนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศจากมาตรการผ่อนคลาย หรือการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

นพ.ธนรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับความก้าวหน้าในการการพัฒนาวัคซีน ขณะนี้มีวัคซีนเข้าสู่การทดสอบกว่า 180 ชนิด อยู่ในขั้นตอนวิจัยก่อนทดสอบในมนุษย์ 135 ชนิด และเริ่มทดสอบในมนุษย์ จำนวน 38  ชนิด แบ่งเป็น ระยะที่ 1 จำนวน 18 ชนิด ทดสอบในอาสาสมัคร 100 คน  ระยะที่ 2 จำนวน 12 ชนิด ทดสอบในอาสาสมัครที่มีความหลากหลายของช่วงอายุ และเพศ  และระยะที่ 3 จำนวน 7 ชนิด ทดสอบในอาสาสมัครจำนวนมาก เพื่อทดสอบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย และมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคในมนุษย์ได้จริงหรือไม่ และต้องใช้ป้องกันโรคได้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน  รวมถึงวัคซีนอีก 1 ชนิด ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบระยะที่ 3  แต่ประเทศจีนอนุญาตให้ใช้วงจำกัดภายในกองทัพ

นพ.ธนรักษ์ กล่าวอีกว่า โอกาสที่จะมีวัคซีนใช้เร็วที่สุดคือในอีก 6 เดือน  ระหว่างนี้สิ่งที่ควรทำคือเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ในการรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น อย่าไปตั้งความหวังว่าไทยจะไม่มีผู้ป่วยรายใหม่อีก แต่ควรหวังว่าเมื่อเจอผู้ป่วยใหม่ต้องไม่เกิดการระบาด และไม่มีปฎิกิริยาที่รุนแรงเกินไปในการจัดการกับปัญหา

“หากคนไทยร่วมมือที่ดีเหมือนในเดือน มี.ค.และ เม.ย.63 เราจะไม่มีการระบาดใหญ่เกิดขึ้น ขอให้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาทเกินไป หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ทำงานที่บ้านให้มากที่สุด เหลื่อมเวลาทำงาน เพื่อลดการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะที่แออัดในชั่วโมงเร่งด่วน เพราะการอยู่ในห้องปรับอากาศที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก จะมีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่เปิดโล่ง 19 เท่า อย่าไปคิดว่ามีวัคซีนแล้วโรคจะจบ หรือวัคซีนจะทำให้เราไม่ต้องกังวลกับโรคโควิดอีก เพราะถึงแม้มีวัคซีนก็จะเจอผู้ป่วยได้อีก แค่หวังว่าเราจะได้วัคซีนมากพอ ไม่ให้เกิดการระบาดใหญ่จนคนไข้ล้นโรงพยาบาล วัคซีนจึงไม่ได้ทำให้โรคหมดไปจากประเทศไทย” นพ.ธนรักษ์กล่าว