7HD ร้อนออนไลน์

ไล่ไทม์ไลน์ความบกพร่องชั้นพนักงานสอบสวนคดี “บอส อยู่วิทยา”

วันนี้ (13 ส.ค. 63) คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดี นายวรยุทธ  หรือบอส อยู่วิทยา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้แถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งพบความบกพร่องการทำสำนวนคดีของคณะพนักงานสอบสวนตั้งแต่ชุดแรก

สำหรับไทม์ไลน์แผนภูมิการสอบสวนคดีจราจรที่ 632/2555 สน.ทองหล่อ ในชั้นพนักงานสอบสวน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2555 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2556 โดยได้อธิบายลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ดังนี้

วันที่ 3 กันยายน เวลา 05.30 น. พนักงานสอบสวนรับแจ้งเหตุมีอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นตำรวจ จึงไปที่เกิดเหตุและแจ้งเหตุไปยังผู้บังคับบัญชาในทันทีและแจ้งแพทย์เพื่อร่วมชันสูตร ตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่พบคู่กรณี พบรถจยย. ผู้เสียชีวิต และร่องรอยคราบน้ำมันและน้ำมันเครื่อง เวลา 06.20 น. พนักงานสอบสวนและแพทย์ร่วนกันชันสูตรศพผู้เสียชีวิต เวลา 07.00 น. ติดตามร่องรอยคราบน้ำมันและน้ำมันเครื่องไปถึงบ้านเลขที่ 9 ซอยสุขุมวิท 53 ของนายเฉลิม อยู่วิทยา

ผู้บังคับบัญชาสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวนค้นบ้านดังกล่าว และพล.ต.ท.คำรณวิทย์ เดินทางมายังบ้านดังกล่าว เวลา 08.20 น. ศาลอนุมัติหมายค้น ระหว่างรอหมายค้นมาที่บ้าน ขณะนั้นมีนายสุเวศฯ เข้ามอบตัว อ้างว่าเป็นผู้ขับขี่รถยนต์และต่อมายอมรับว่าตนไม่ใช่ผู้ขับขี่เนื่องจากตำรวจพบสมุดบันทึกว่ารถคันเกิดเหตุไม่มีชื่อนายสุเวศฯ เป็นผู้ขับขี่จึงจำนนด้วยหลักฐาน ภายหลังถูกนำตัวไปดำเนินคดีศาลลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รอลงอาญา และพบรถคันเกิดเหตุอยู่ในบ้านพนักงานสอบสวน จึงแจ้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อตรวจรถคันเกิดเหตุ

เวลา 09.15 น. พนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตรวจรถ ซึ่งจอดอยู่ที่บ้านผู้ต้องหา ระหว่างนั้น ได้รับทราบว่า นายเฉลิม ได้นำตันายวรยุทธ มามอบตัว เวลา 09.30 น. พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหานายวรยุทธ ดังนี้ 1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ ไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา (ไม่ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ผิด วิ.อาญา มาตรา 131 ไม่รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนอันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา) ประมาณ 13.00 น. พนักงานสอบสวนยึดรถของคู่กรณีและนำส่งไปตรวจที่พฐ. พร้อมทั้งบช.น. ประกาศขอให้ผู้พบเห็นเหตุการณ์ติดต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้การเป็นพยาน

เวลา 15.10 น. ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีหลักประกันเป็นเงินสด 5 แสนบาท (ผิด เนื่องจากเป็นกรณีผู้ต้องหาเข้ามอบตัว ไม่ใช่ผู้ถูกจับและไม่มีหมายจับตามป.วิ.อาญา มาตรา 134 ต้องขอให้ศาลออกหมายขังโดยทันที) เวลา 16.03 น. พนักงานสอบสวนส่งตัวไปตรวจร่างกาย โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ หาร่องรอยบนร่างกาย/เจาะเลือด เพื่อตรวจปริมาณแอลกอฮอล์และสารเสพติดในเลือด

วันที่ 4 กันยายน 2555 บก.น.5 ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนโดยมีพ.ต.อ.สุคุณ พรหมายนเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำหนังสือแจ้ง ผบก.จร.ขอให้จัดส่งผู้ชำนาญการตรวจสภาพรถคันเกิดเหตุไปที่พฐ.

วันที่ 5 กันยายน 2555 ได้รับผลตรวจสภาพรถจากบก.จร. แจ้งผลการตรวจพิสูจน์สภาพและเครื่องอุปกรณ์รถที่เกิดเหตุทั้ง 2 คัน และสอบพ.ต.ท.สมยศ เป็นพยานไว้เห็นว่าจากความเสียหายรถทั้ง 2 คัน น่าจะมีความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. และได้รับผลตรวจแอลกอฮอล์จากรพ.บำรุงราษฎร์ ระบุ 64.68 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น

วันที่ 6 กันยายน 2555 เก็บภาพกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุประมาณ 150 ม. โดยบริเวณนั้นไม่พบกล้องอื่นใดและได้นำส่งพฐ. ตรวจหาความเร็วรถ

วันที่ 8 กันยายน 2555 นายจารุชาติเข้าพบพนักงานสอบสวนให้การว่าขับรถกระบะเห็นจยย เปลี่ยนช่องทางจาก 1 ไป 2 ในช่องทางที่พยานขับรถอยู่ พยานจึงหลบมาช่อง 1 และเมื่อผ่านรถจักรยานยนต์ไป ก็ได้ยินเสียงชนดังข้างหลังและไม่ได้หันไปดู

วันที่ 13 กันยายน 2555 ได้รับผลตรวจเลือดผู้ต้องหาที่ 1 จากรพ.รามาฯ (พบสารแปลกปลอม) โดยนายแพทย์วิชาญฯ 1. Alprazolam 2. Benzoylecgonine 3. Cocaethylene 4. Caffeine

วันที่ 16 กันยายน 2555 สอบพยานแพทย์ รศ.นพ.วิสูตร ผู้ตรวจเลือดผู้ต้องหาที่ 1 ที่พบสารแปลกปลอม

วันที่ 17 กันยายน 2555 ได้รับผลตรวจวัตถุพยาน (รองเท้ากับดินที่พรมปูพื้นเบาะคนขับ) จากงานเคมี ฟิสิกส์ พฐ.ยืนยันว่าคนขับขี่ผู้ต้องหา

วันที่ 18 กันยายน 2555 ทำหนังสือถึงรพ.รามาฯ ขอตรวจสอบชื่อสารแปลกปลอมที่ตรวจพบในเลือดผู้ต้องหา

วันที่ 26 กันยายน 2555 ได้รับผลการตรวจแผ่นดีวีดี วงจรปิดที่เกิดเหตุ จากงานเคมี พิสิกส์พฐ. ความเร็ว 177 กม./ชม.

วันที่ 9 ตุลาคม 2555 ทำหนังสือถึงสถาบันนิติเวชตร. ตรวจสอบชื่อสารแปลกปลอม

วันที่ 11 ตุลาคม 2555 ได้รับหนังสือรพ.รามาฯ ว่า 1. Alprazolam-อาจเป็นยานอนหลับหรือยาแก้โรคทางจิตประสาท 2.Benzoylecgonine-เกิดได้หลังการย่อยสลายจากการเสพโคเคน 3. Cocaethylene-เกิดได้หลังการเสพโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์ 4.Caffeine-พบได้ในชา กาแฟเครื่องดื่มบำรุงกำลัง

วันที่ 25 ตุลาคม 2555 สอบผู้ต้องหาที่ 1 ครั้งที่ 2 แจ้งข้อหาเพิ่ม 3.ขับรถในขณะเมาสุรา 4.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากผลตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดผู้ต้องหาที่ 1 และผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน

วันที่ 28 ตุลาคม 2555 สถาบันนิติเวชตร.ตอบกรณีสาร Benzoylecgonline และ Cocaethylene ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่เกิดขึ้นจากการใช้โคเคน และไม่มีในปนในยาหรืออาหารใด ๆ

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ทนายความผู้ต้องหาที่ 1 ขอให้สอบนพ.วรนิติ์ และนางเกตุนุช

วันที่ 2 ธันวาคม 2555 สอบนพ.วรนิติ์-แพทย์ผู้ให้การเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ ตรวจเมื่อ 16.30 น. พบแอลกอฮอล์ในเลือด 64.48% ดังนั้นหากกินตั้งแต่ 6.00 น. จะมีแอลกอฮอล์ในเลือด 328.11% ซึ่งผู้นั้นจะไม่รู้สึกสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถขับรถได้ **ไม่สอบพยานผู้เชี่ยวชาญคนกลางเนื่องจากนพ.วรนิติ์ เป็นพยานที่ผู้ต้องหานำมา (ไม่สอบสวนให้สิ้นกระบวนความ)

วันที่ 15 ธันวาคม 2555 สอบนางเกตุนุช-แม่บ้านที่เห็นผู้ต้องหาที่ 1 ดื่มสุราหลังเกิดเหตุ (07.00 น.)

วันที่ 19 ธันวาคม 2555 บก.น.5 ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน แทนคณะทำงานเดิมที่มีการโยกย้าย โดยมีพ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รอง ผบก.น. 5

วันที่ 10 มกราคม 2556 ทนายความผู้ต้องหาที่ 1 ขอให้สอบพยานเพิ่มครั้งที่ 2 คือนพ.วิชาญ และนพ.ณรงค์

วันที่ 16 มกราคม 2556 สอบนพ.วิชาญ-แพทย์ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับสารแปลกปลอมอาจเกิดจากกระบวนการแพทย์หรือผลลวงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ สอบนพ.ณรงค์-ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาและจ่ายยา Amoxicilin 500 มิลลิกรัมให้ผู้ต้องหาที่ 1 ***บกพร่องกรณีไม่ได้สอบขยายผล Amoxicillin 500 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดสาร Benzoylecgonine และ Cocaethylene

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 สอบพ.ต.ท.สุรพล พยานผู้เชี่ยวชาญของศาลและผู้ชำนาญการพิเศษของตร. ในทางตรวจพิสูจน์เครื่องกลและเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของยานยนต์ (ที่เกี่ยวเนื่องกับอุบัติเหตุ) ให้ความเห็นว่า สภาพความเสียหายของรถไม่รุนแรงอยู่ในระดับปานกลางสันนิษฐานว่า ขณะชนความเร็วของรถทั้งสองอยู่ในระดับปานกลางโดยมีความเร็วสัมพัทธ์หรือการกระแทกชนประมาณ 30-40 กม. / ชม. ดังนั้นหากรถจยย.วิ่ง 40 กม./ชม. รถยนต์จะชนกระแทกความเร็ว 70-80 กม./ชม.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 สรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตาย 2.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือ (ชนแล้วหนี) ด้วยเหตุไม่ขับรถให้ห่างคันหน้าพอสมควรในระยะที่หยุดได้

สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหาที่ 3.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 4.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ด้วยเหตุเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ 1 ดื่มสุราหลังเกิดเหตุและขับรถด้วยความเร็วไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญของศาลฯ และผู้ชำนาญการของตร. สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 โดยเห็นว่าขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย จึงไม่สั่งฟ้อง

วันที่ 1 มีนาคม 2556 ออกหนังสือส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการรับวันที่ 4 มีนาคม 2556