7HD ร้อนออนไลน์

แฉมีไอ้โม่ง ร่วมพลิกคดี"ทายาทอยู่วิทยา" เป็นไม่สั่งฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงาน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ภาพเอกสารกรรมาธิการกฎหมาย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ภายหลังยื่นหนังสือขอเอกสารจากกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องร้องขอความเป็นธรรมในคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ภายในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแสดงความเห็นว่า

คดีวรยุทธ อยู่วิทยาคือกระบวนการสมคบคิดตัดตอนคดีใช่หรือไม่

เอกสารรายงานบันทึกการประชุมและหนังสือนำส่งอัยการของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติ (กมธ.สนช.)กรณีข้อร้องเรียนขอความเป็นธรรมในคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่ดิฉันได้รับจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ประกอบด้วยรายละเอียดการประชุมของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมจากทนายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา และหนังสือนำส่งรายงานไปถึงอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการ สำนักคดีอาญากรุงเทพใต้

สาระหลักในรายงานพิจารณาศึกษาสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ของ กมธ.สนช.อยู่ที่การนำเสนอเรื่องความเร็วรถที่นายวรยุทธขับชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ถึงแก่ความตายว่าเป็นการขับในความเร็วไม่เกิน 80 ก.ม /ช.ม จึงไม่ใช่การขับรถโดยประมาทที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ตายขับรถสวนเลนเข้ามากระทันหัน พร้อมพยานบุคคลที่มายืนยันเรื่องความเร็วรถ ตามที่ปรากฎเป็นข่าว

หลังจากที่ กมธ.สนช.ประชุม และตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวรยุทธ อยู่วิทยา เรื่อง ร้องขอความเป็นธรรมกรณีการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีนายธานี อ่อนละเอียด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน การทำรายงานของนายธานี อ่อนละเอียดคือการแสดงหลักฐานว่าความเร็วรถที่นายวรยุทธ อยู่วิทยาขับไม่เกินกฎหมายกำหนด และมีพยานบุคคล ทั้งนักวิชาการอย่างดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม มาคำนวณความเร็วรถและพยานบุคคลอีก2คนที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ที่นายวรยุทธขับรถ 50-60 ก.ม /ช.ม.
         
หลังจากทำรายงานเสร็จประธานคณะกรรมาธิการ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณได้ลงนามหนังสือนำส่งพร้อมรายงานไปถึงอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการสำนักคดีอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งมีหนังสือไปถึงอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการฯ 2 ครั้ง
1)ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2559 ในหนังสือนำส่งอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ พร้อมรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความเร็วของรถนายวรยุทธ อยู่วิทยา
2)ครั้งที่ 2 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 หนังสือทวงถามผลการพิจารณาจากอัยการสูงสุด และ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เกี่ยวกับผลของคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา
3)ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ได้ตอบคณะกรรมาธิการว่า กรณีขอให้สอบสวนรองศาสตราจารย์ ดร. สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว และได้เสนอเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้อัยการสูงสุดพิจารณา ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรม
4)ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ตอบคณะกรรมาธิการ สนช.โดยสรุปว่า อัยการสูงสุด(ร.ต.ต พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร)ได้พิจารณาความเห็นของรองศาสตราจารย์ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ยังไม่เคยพิจารณามาก่อน

ส่วนหลักฐานอื่นได้พิจารณายุติไปแล้วและเห็นว่าความเห็นของ ดร.สายประสิทธิ์ ไม่ใช่ประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์และความเห็นของพยานเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของพยานเท่านั้น ซึ่งจะรับฟังได้ต่อเมื่อสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นโดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในขณะเกิดเหตุ และเมื่อพิจารณาจากสภาพรถยนต์ของผู้ต้องหาที่1 ขับหลังเกิดเหตุมีร่องรอยความเสียหายภายนอกด้านหน้าตัวถังและอุปกรณ์ภายในห้องเครื่อง เช่นหม้อน้ำระบายความร้อนของรถยนต์ ท่อยาง กระปุกน้ำมันพาวเวอร์แตกฉีกขาด ถุงลมนิรภัยทั้ง2ข้างที่อยู่ด้านหน้าทำงานจากแรงกระแทก...

พบเศษผมผู้ต้องหาที่ 2 ติดกับกระจกบังลมหน้าของรถยนต์ทางซ้ายที่ถูกกระแทกยุบเข้าไปในตัวรถและเครื่องหมายบนเครื่องแต่งกายผู้ต้องหาที่ 2 ตกอยู่ในช่องปัดน้ำฝน แสดงว่าร่างกายผู้ต้องหาที่ 2 กระเด็นไปกระแทกเข้ากับกระจกบังลมของรถยนต์จนเสียหายและตกลงไปที่พื้นห่างจากจุดชนประมาณ 64.8 เมตร ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 2 ขับขี่ครูดไถลไปตามพื้นถนนไปหยุดที่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 ห่างจากจุดชนประมาณ 164.45 เมตร

และยังมีพยานปากนายมีทุยหรือหม่องให้การยืนยันว่าได้ยินเสียงดังคล้ายรถชน..มีเสียงรถถูกลากไปกับพื้นถนนต่อเนื่องยาว มองไปเห็นรถเก๋งคล้ายรถแข่งชนจักรยานยนต์ที่ล้มติดอยู่กับกันชนหน้าลากไถลไปกับพื้นมีสะเก็ดไฟที่ถูไปกับพื้นถนนเป็นระยะจนถึงซอยสุขุมวิท 49 รถเก๋งเบรกกระทันหันจึงทำให้รถจักรยานยนต์กระเด็นหลุดออกจากกันชน พยานปากนี้ให้การในวันเกิดเหตุที่ 3 กันยายน 2555 หลังเกิดเหตุทันที จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของผู้ต้องหาที่ 1 ร้องขอความเป็นธรรมจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานที่ฟังว่า ผู้ต้องหาที่ 1 ขับรถยนต์ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 แล้วอัยการสูงสุด (ร.ต.ต พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร) จึงมีคำสั่งเมื่อ 26 เมษายน 2560 ให้ยุติเรื่องขอความเป็นธรรม

แต่ทนายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ยังขอความเป็นธรรมอีก โดยขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติมคือ นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกและกรรมาธิการ สนช.  แต่คำให้การของนายธานี อ่อนละเอียด ไม่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้

5) วันที่ 17 ตุลาคม 2561 (เป็นเอกสารชิ้นสุดท้ายในรายงาน กมธ.สนช.ที่ได้รับมา) สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบคณะกรรมาธิการว่าอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบและพิจารณาแล้ว (น่าจะรวมถึงคำให้การของนายธานี อ่อนละเอียด) มีคำสั่งยุติเรื่องขอความเป็นธรรม เนื่องจากผลการสอบสวนเพิ่มเติมไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องของพนักงานอัยการได้ และได้แจ้งนายธนิต บัวเขียว ทนายความนายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ร้องทราบแล้ว

จะกล่าวได้หรือไม่ ว่าการเปลี่ยนแปลงหลักฐาน เรื่องความเร็วรถในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา เป็นกระบวนการสมคบคิด? เริ่มต้นจากรายงานพิจารณาศึกษาสอบสวนข้อเท็จจริง เรื่องร้องเรียนของนายวรยุทธ อยู่วิทยา เป็นการสร้างสตอรี่ใหม่ที่เปลี่ยนหลักฐานเรื่องความเร็วรถที่นายวรยุทธขับให้ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด โดยอาศัยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมาสร้างหลักฐานการคำนวณความเร็วรถ จาก 177 ก.ม/ช.ม เหลือ 79.23 ก.ม /ช.ม และอาศัยพยานบุคคล 2 คน มายืนยันซ้ำว่า นายวรยุทธ ขับรถด้วยความเร็วเพียง 50-60 ก.ม /ช.ม โดยไม่สนใจว่า หลักฐานสมจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนข้อหาให้นายวรยุทธ อยู่วิทยา จากขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด และการชนผู้อื่นตายเป็นเหตุสุดวิสัย โยนความผิดให้ผู้ตายว่าขับรถโดยประมาทเองจนเสียชีวิตใช่หรือไม่

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการใช้รายงานของ กมธ.สนช.ทำให้อัยการสูงสุด 2 คนก่อน สั่งไม่ฟ้อง ดังนั้นหลังจากหนังสือที่อัยการสูงสุดส่งถึงคณะกรรมาธิการ สนช.เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 แล้ว การร้องขอความเป็นธรรมในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ก็เงียบหายไป 1 ปี เสมือนรอการเปลี่ยนตัวอัยการสูงสุดคนใหม่ใช่หรือไม่
         
หลังจากมีการเปลี่ยนตัวอัยการสูงสุดมาเป็นคนปัจจุบัน เมื่อเดือนตุลาคม 2562 การหยิบยกคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา กลับมาใหม่ แต่ข้อมูลส่วนนี้ไม่ปรากฏในเอกสาร กมธ. สนช.ที่ดิฉันได้รับมาว่า ใครเป็นผู้นำรายงานของ กมธ.สนช. มาขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดคนใหม่อีกครั้งในปี 2562!?

ใครคือผู้ยื่นรายงานของคณะกรรมาธิการ สนช.ซึ่งเป็นหลักฐานเก่าที่ถูกอัยการสูงสุด 2 คน ก่อนหน้านี้ปัดตกไปหมดแล้ว มาขอความเป็นธรรมอีกครั้งต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ดังนั้นการ“สั่งไม่ฟ้อง”ครั้งนี้จึงไม่ใช่มีหลักฐานใหม่ แต่เป็นการใช้“อำนาจ”ในนามของ“ดุลพินิจใหม่” จาก “หลักฐานเก่า”จนสามารถพลิกคดีเป็นการ“สั่งไม่ฟ้อง”คงต้องขอให้อาจารย์วิชา มหาคุณ ช่วยหาว่าใครคือไอ้โม่งที่นำเอกสารเดิมของ กมธ.สนช.มายื่นใหม่จนคดีพลิก!?

"สิ่งที่เกิดขึ้นนี้พอจะเรียกได้หรือไม่ว่าเป็นกระบวนการสมคบคิดสร้างหลักฐาน เพื่อตัดตอนคดีไม่ให้ไปสู่ศาล ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหามีคดีติดตัว กลายเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยอำนาจเงิน และคอนเนกชัน ใช่หรือไม่"