7HD ร้อนออนไลน์

"ธนสิทธิ" แฉถูกกดดันหนัก หวั่นความปลอดภัย หลังมีคนสะกดรอยตาม

เวลา 16.00 น. วันนี้ (18 ส.ค. 63) นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังสอบข้อเท็จจริง  พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น ว่า พ.ต.อ.ธนสิทธิ ถือเป็นพยานที่มีน้ำหนักทำให้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ จาก 177 เป็น 79 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนเพียงครั้งเดียว คือ ในวันที่ 26 ก.พ. 59 และยืนยันว่าไม่ได้เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าพนักงานสอบสวนในวันที่ 2 มี.ค. 59 ตามที่ถูกกล่าวอ้าง และไม่ทราบว่า อาจารย์สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เข้ามาได้อย่างไร ทราบเพียงเป็นผู้ทำข้อมูลในคดีเสี่ยชูวงษ์ จึงทำให้เชื่อถือในข้อมูล แต่เมื่อกลับมาทบทวนและเชื่อว่าไม่ถูกต้องจึงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงข้อมูลกลับไปอยู่ที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีอ้างว่าทำคดีอื่นซับซ้อน ทำให้เกิดความสับสน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง 

นายวิชา เปิดเผยว่า ตอนนี้ พ.ต.อ.ธนสิทธิ ถือเป็นพยานคนสำคัญมากในกรณีที่คณะกรรมการฯกำลังตรวจสอบ โดยเจ้าตัวยอมรับกับคณะกรรมการฯว่าตอนนั้นถูกกดดันหนักมาก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ใครเป็นคนกดดัน นายวิชา บอกว่า ไม่ได้บอกตรงๆ แต่บอกว่าคนที่พาอาจารย์สายประสิทธิ์ มาคือ อดีตผบ.ตร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง โดยเรียกเข้าไปพบ และแนะนำให้รู้จักกับ อาจารย์สายประสิทธิ์ ซึ่งมีการพูดคุยกันในห้องของ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก ที่ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน แต่เจ้าตัวไม่ได้คุยด้วย เพียงแค่ใช้สถานที่เท่านั้น จึงทำให้คณะกรรมการมีมติให้เชิญ พล.ต.อ.สมยศ มาชี้แจงให้ข้อมูล ตอนนี้ทำหนังสือเรียบร้อยแล้ว คณะทำงานอยู่ระหว่างติดต่อ โดยจะนัดให้มาพบคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันที่ 20 ส.ค.63 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อาคาร 3 เวลา 13.30 น. รวมถึงจะเรียกทางอัยการสูงสุดมาด้วยในวันดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายวิชา เปิดเผยอีกว่า เป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ เนื่องจากขณะนี้เจ้าตัวแจ้งกับทางคณะกรรมการฯ รู้สึกกังวล เพราะมีคนคอยติดตามอยู่ตลอด ทางคณะทำงานจึงประสานไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการคุ้มครองพยานอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้จะตรวจสอบว่าในการทำสำนวน จะต้องมีใครเกี่ยวข้องและรับผิดชอบ ส่วนข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบทั้งหมด นอกจาก พ.ต.อ.วิรดล ที่เป็นเจ้าของสำนวนคดี ก็ยังมีบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในกระบวนการ แต่ไม่เปิดเผยว่ามีบุคคลใดบ้าง นอกจากนี้คณะทำงานตรวจสอบตำรวจ จะเชิญผู้บังคับการกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับผิดชอบการออกหมายแดง หรือหมายจับอินเตอร์โพล และการส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาให้ข้อมูลต่อข้อมูลต่อคณะกรรมการตรวจรับพฤหัสนี้ เช่นเดียวกัน รวมถึงเชิญตำรวจที่เชียงใหม่ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง รวมถึงการชันสูตรพลิกศพ ในช่วงเช้าวันที่ 20 ส.ค.63 ด้วย

สำหรับการเข้าให้ข้อเท็จจริง ของพล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. วันนี้ช่วงบ่าย นายวิชา เผยว่า เจ้าตัวได้ชี้แจงเรื่องการมอบอำนาจ ว่าเป็นไปตามระบบ คำสั่งเป็นเด็ดขาดไม่รับคืน และที่ไม่เห็นแย้งอัยการเพราะไม่มีข้อมูลใดผิดปกติ แต่ยอมรับว่า เพิ่งทราบว่ามีการกดดัน พ.ต.อ.ธนสิทธิ เมื่อวานนี้(17 ส.ค.63) จากสื่อ ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ว่ามีการกดดัน และทำสำนวนอันเป็นเท็จก็ไม่ยอมหรอก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการจะต้องนำไปพิจารณากระบวนการทำงานของตำรวจต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมไปดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในคดีนี้

ส่วนจากข้อมูลจากคณะทำงานทั้งหมดจนถึงขณะนี้ เห็นได้ชัดแล้วถึงหรือไม่ ว่าเป็นกระบวนการเอื้อในทางคดี ให้กับนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ว่า อย่างที่สื่อมวลชนบอกเราก็รู้กันดีอยู่ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่ใช่แค่คดีรถชนกันตาย แต่จริงๆแล้วไม่ปกติ สมแล้วที่นายกรัฐมนตรีจะต้องตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อสอบเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้วจะมีการสรุปว่ามีคนบกพร่อง กระทำผิดตาม ม.157 กี่คน แต่ถ้าไปถึงขั้นนำเสนอว่าไล่ออกจากราชการ เอาเป็นว่าตอนนี้พบมีความผิดปกติ

ทั้งนี้นายวิชา ยังชี้แจงต่อข้อวิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย ที่มองว่า คณะกรรมการชุดนี้ เป็นขบวนการสอบเพื่อช่วยกันว่า ถ้าช่วยกัน ตนจะออกมาเปิดเผยข้อมูลพิรุธและบอกว่ามันผิดปกติทำไม มีหรือไม่ที่ตนบอกว่าไม่มีผิดปกติเลย เดี๋ยวเมื่อเสร็จสิ้นก็จะมีการสรุปและแถลงต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง