เจาะประเด็นข่าวค่ำ

ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต ผอ.กอล์ฟ พร้อมปรับ 1,000 บาท เหตุกราดยิงชิงทอง จ.ลพบุรี

เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คุมตัว นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ ผอ.กอล์ฟ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี ที่ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า ในห้างสรรพสินค้าที่จังหวัดลพบุรี โดยคุมตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งพนักงานคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืนและยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การชิงทรัพย์และหลบหนี พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และอื่นๆ รวม 9 ข้อหา

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ในวันเกิดเหตุ คือวันที่ 9 มกราคม 2563 จำเลยใช้ปืนออโตเมติกขนาด 9 มม. ติดต่อท่อเก็บเสียงพร้อมเครื่องกระสุนปืน บุกเข้าไปที่ร้านทองภายในห้างโรบินสัน จังหวัดลพบุรี แล้วยิง นายธีระฉัตร นิ่มมา รปภ.ของห้างฯ และยิงผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เด็กชายอายุ 2 ขวบ และ นางสาวธิดารัตน์ ทองทิพย์ พนักงานร้านทองเสียชีวิต โดยจำเลยยังได้ยิงบุคคลอื่นอีก 4 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนชิงเอาสร้อยคอทองคำ น้ำหนักเส้นละ 1 บาท จำนวน 22 เส้น น้ำหนักเส้นละ 2 สลึง อีก 11 เส้น รวมทั้งหมด 33 เส้น เป็นเงิน 664,470 บาท แล้วขี่จักรยานยนต์หลบหนีไป ก่อนถูกตำรวจติดตามไปจับตัวได้พร้อมของกลางหลายรายการ โดยจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

วันนี้ ศาลชั้นต้นได้นัดฟังคำพิพากษา โดยพิเคราะห์แล้วว่า จากคำกล่าวอ้างของจำเลยที่อ้างว่าระหว่างขี่รถจักรยานยนต์ไปก่อเหตุได้เปลี่ยนใจแต่เกิดอารมณ์ชั่ววูบ พบว่าเป็นการกล่าวอ้างเลื่อนลอยเนื่องจากพฤติการณ์พบว่ามีการเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า ส่วนกรณีมูลเหตุจูงใจที่อ้างว่าเกี่ยวกับทรัพย์ แต่คิดว่านายธีระฉัตรมีปืนจึงใช้ปืนยิงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต และเสียใจที่ทำให้เด็กชายอายุ 2 ขวบถึงแก่ความตาย ศาลเห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงและไม่สามารถรับฟังได้ เพราะมีการใช้ท่อเก็บเสียงซึ่งมีอานุภาพร้ายแรง โดยเป็นการยิงรายบุคคล และจากร่องรอยถูกยิงที่พบจากศพผู้เสียชีวิต เห็นได้ว่ามีเจตนาฆ่า ซึ่งแยกออกมาจากเจตนาชิงทรัพย์ และยิงเพื่อหลบหนี หลีกเลี่ยงความผิด

นอกจากนั้นจำเลยยังมีความพยายามในการทำลายหลักฐานหลังก่อเหตุ โดยทิ้งเสื้อผ้าที่ใส่ขณะก่อเหตุและท่อเก็บเสียงระหว่างทางหลบหนี

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องทุกข้อหา ไม่มีเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลย แม้จำเลยจะพยายามร้องขอ และอ้างว่ามีการชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ร้อง รวมถึงมีคุณงามความดีและให้การรับสารภาพ

แต่การรับสารภาพของจำเลยเป็นการจำนนต่อหลักฐาน จึงตัดสินพิพากษาประหารชีวิตและปรับ 1,000 บาท ซึ่งเป็นค่าปรับตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พร้อมให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คนตามความเป็นจริง ทั้งค่าทำศพและค่าพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนค่าเสียหายที่ชดใช้เยียวยาจิตใจ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ ให้ชดใช้แตกต่างกันไปตามความเสียหายของแต่ละคน รวมเป็นเงินกว่า 6,000,000 บาท รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าจะแล้วเสร็จ

ด้านพี่ชายของพนักงานหญิงร้านทองที่เสียชีวิต บอกว่า ทุกวันนี้ทางครอบครัวยังไม่สามารถทำใจได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษอย่างถึงที่สุด

เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเด็กชายอายุ 2 ขวบ ที่บอกว่า ก่อนหน้านี้กังวลใจว่าคำตัดสินจะไม่เป็นอย่างที่คิด แม้ว่าจะอโหสิกรรมให้ไปแล้ว แต่ในส่วนของกฎหมายก็อยากให้ได้รับโทษถึงที่สุด โดยผลตัดสินก็เป็นที่น่าพอใจ จนถึงขณะนี้ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ ยังรู้สึกเจ็บปวด แม้ว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายจะมาขอขมาแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ออกมาจากใจ แต่เป็นคำพูดที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว

ส่วนบรรยากาศระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา ญาติของผู้เสียชีวิตรู้สึกสะเทือนใจจนร้องไห้ออกมา โดยเมื่อศาลตัดสินประหารชีวิตนายประสิทธิชัย เขาก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียด และหันไปมองภรรยาและญาติที่ร้องไห้บ่อยครั้ง ก่อนถูกคุมตัวกลับไปยังเรือนจำ