7HD ร้อนออนไลน์

ทำสำนวนสมยอม-ทฤษฎีสมคบคิด ช่วย "บอส" จี้เอาผิดนับ 10 คน

วันนี้ (1 ก.ย.63) นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา แถลงว่า ได้ส่งรายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว นอกจากนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ประสานให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รับรายงานข้อเท็จจริงไปดำเนินการต่อ โดยเฉพาะในด้านคดีความและจริยธรรม ซึ่งมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้การตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมีความสำคัญที่สุด เพราะกระบวนการยุติธรรทำให้คนอ่อนไหว รู้สึกเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม ต่างประเทศก็จี้ให้แก้ไขและขู่จะถอนการลงทุน เพราะเขาไม่เชื่อมือว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะทำให้เกิดความเป็นธรรม

“คดีขับรถชนคนตายเกิดบนถนนทุกวัน แต่คดีนี้มีอะไรพิเศษจึงใช้เวลานาน 7-8 ปี ผลจากการที่สั่งไม่ฟ้อง คนไทยไม่รู้แต่ฝรั่งรู้ก่อน สำนักข่าวต่างประเทศออกข่าว น่าอับอายต่อองค์กรและบุคคลในองค์กร คนไทยก็ต้องอาศัยฝรั่งทำให้รู้ว่า คดีที่บอสขับรถชนตำรวจตาย จากสั่งฟ้องกลายเป็นสั่งไม่ฟ้อง สรุปรายงานที่ส่งถึงนายกฯ บอกหมดว่าทุกคนว่าเกี่ยวข้องอย่างไร เข้ามาอยู่ในกระบวนการอย่างไร และมีพฤติกรรมอย่างไร โดยเอกสารที่จะมอบให้สื่อมวลชน ใช้อักษรย่อ ระบุตำแหน่ง อ่านแล้วจะรู้ว่าเป็นใคร ไปสืบหาต่อได้”นายวิชากล่าว

นายวิชา กล่าวอีกว่า การตรวจสอบทำให้เห็นพฤติกรรม เริ่มตั้งแต่ทำสำนวนบกพร่อง ตั้งข้อหากับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ( ผู้ตาย ) ซึ่งไม่เป็นธรรมเพราะเขาไม่มีโอกาสต่อสู้คดี แม้จะได้รับเงินเยียวยาแต่ทำให้รูปคดีเสียหายอย่างหนัก รูปคดีที่ว่าหมายถึงการตั้งคดีเพื่อนำสู่ความจริงหรือตั้งให้หลุดจากข้อกล่าวหา ชี้ว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำอย่างมืออาชีพ บางข้อกล่าวหาสอบไว้ให้รู้ว่าสอบ แต่ไม่มีในสำนวน แล้วสั่งไม่ฟ้อง เช่น เมาสุราขับรถ หรือการใช้เวลาสอบสวน 6 เดือน แต่ไม่ได้ตัวมาส่งฟ้องศาล ตามที่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง

การใช้เวลายาวนานทำเกิดช่องโหว่ในการร้องขอความเป็นธรรม 14 ครั้ง และประสบความสำเร็จในครั้งที่ 14 ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีอดีตอัยการสูงสุด 4 คน ได้ปฏิเสธพยานหลักฐานและสั่งฟ้องคดีไปแล้ว นอกจากนี้ยังพบการนำพยายานหลักฐานจากการสอบสวนครั้งที่ 8 แสดงถึงการร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจผิดปกติที่สุด มีการทำสำนวนลักษณะสมยอม วันที่ก็ผิด ไม่ใช่วันสอบสวนจริง พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น ยืนยันว่าถูกกดดัน พยายามจะเปลี่ยนคำให้การตลอดมา และต้องขอบคุณ พ.ต.อ.ธนสิทธิ และนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม ที่เข้าให้ข้อมูลยืนยันว่าวันที่สอบสวนจริงคือวันที่ 29 กพ.59  ซึ่งทำให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย และขณะนี้บุคคลทั้ง 2 ขอเข้ากระบวนการคุ้มครองพยานในทันที 

นายวิชา กล่าวต่อด้วยว่า แม้ว่านายสายประสิทธิ์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลจนทำให้ความเร็วบิดผัน แต่ก็ยืนยันว่าเป็นการคำนวณตามหลักวิศวกรรม และเขายอมรับว่าไม่ได้ไปดูที่เกิดเหตุ ไม่ได้ไปดูสภาพถนน และไม่ได้ทดสอบอะไร เพียงแต่คำนวณความเร็วทั้งหมดจากกระดาษบนโต๊ะทำงานเท่านั้น จึงไม่ใช่ข้อมูลความเร็วที่เป็นจริงเหมือนที่ นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำนวณความเร็วไว้ที่ 177 กม./ชม. แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำเอกสารใส่ไว้ในสำนวนคดี ใช้แต่คำเบิกความของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ เป็นข้อพิรุธจากการหยิบยกพยานเท็จ ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ทนายความ และมีอัยการท่านหนึ่งอยู่ในกระบวนการนี้ด้วย

“เราจึงมีความเห็นตรงกันว่า เป็นการทำสำนวนสมยอม ไม่สุจริต ร่วมมือกันแบบทฤษฎีสมคบคิด ทำให้สำนวนเสียไปตั้งแต่ต้น เหมือนต้นไม้พิษสร้างผลไม้อันเป็นพิษ บริโภคไม่ได้ ต้องฟันต้นไม้ทิ้ง เห็นสมควรให้สอบสวนใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่บางข้อหายุติไปเพราะขาดอายุความ ดังนั้นจึงเสนอให้แก้ไขประเด็นอายุความอย่างเร่งด่วน หากผู้ต้องหาหลบหนีให้หยุดนับอายุความเหมือนคดีทุจริต ที่ต้องแก้ไขเพราะนิสัยคนไทยเมื่อมีคดีต้องหนีก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นเพื่อให้กฎหมายบังคับใช้เหมือนกันทั้งหมด”

นายวิชา กล่าวอีกว่า สำหรับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งสูงและเป็นผู้นำองค์กร เราอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริงในทางอาญา หรือทางวินัย แต่ว่าเราสามารถดำเนินการได้ในแง่ของจริยธรรม เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 พูดถึงเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดย ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ และอาจจะให้พ้นจากตำแหน่งได้โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ประมาณ 10 คนขึ้นไป นอกจากนี้จะเสนอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับสอบสวนเป็นคดีพิเศษด้วย

สำหรับข้อเสนอในส่วนที่ต้องดำเนินการทางวินัยและทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นที่ร่วมขบวนการ ซึ่งมีทั้งหมด 8 กลุ่ม ประกอบด้วย พนักงานสอบสวน อัยการ ผู้บังคับบัญชาซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยานซึ่งให้การเป็นเท็จ และตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนในการกระทำผิดกฎหมาย