7HD ร้อนออนไลน์

เสี่ยใหญ่ร้องกองปราบฯ ถูกตุ๋นร่วมซื้อกาสิโนสูญ 50 ล้าน

เวลา 14.00 น. วันนี้ (2 ก.ย. 63) นายวิโรจน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 71 ปี เสี่ยเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับอะไหล่สกรูน็อต พร้อม นายแทนคุณ จิตต์อิสระ เลขานุการคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เนื่องจากถูกหลอกร่วมลงทุนซื้อบ่อนกาสิโนในมาเก๊าและฮ่องกง ส่วนนายแทนคุณถูกพาดพิงว่าเป็นนอมินีในการซื้อกาสิโนดังกล่าว

นายวิโรจน์ เปิดเผยว่าเมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา รู้จักกับสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งทำธุรกิจเครื่องเงินส่งนอก มาเช่าอาคารพาณิชย์ของตนที่ จ.เชียงใหม่ เป็นอาคารพาณิชย์ 5 คูหา 5 ชั้น โดยทำเป็นโรงงานผลิตสินค้า ห้องพักคนงาน และโกดังเก็บสินค้า จนเกิดความสนิทสนม ช่วงแรกๆ ธุรกิจก็ดำเนินไปด้วยดี ต่อมาในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจเริ่มมีปัญหา ตนก็ช่วยพยุงด้านการเงิน เพราะรู้จักกัน จึงเต็มใจให้ความช่วยเหลือเป็นเงินรวมเกือบล้านบาท ต่อมาเมื่อปี 58 สองสามีภรรยาดังกล่าวก็มาขักชวนตนร่วมธุรกิจลงทุนประสานงานเรื่องการซื้อกาสิโนในมาเก๊ากับฮ่องกง รวม 6 แห่ง มูลค่าเป็นหมื่นล้าน โดยรู้จักกับมหาเศรษฐีชาวตุรกี 2 คน ที่เพิ่งได้รับมรดก แต่ต้องมีขั้นตอนในการเจรจาซื้อขายกับเจ้าของชาวจีน ต้องมีค่าดำเนินการ เมื่อสำเร็จจะได้รับส่วนแบ่งในการดำเนินธุรกิจดังกล่าวจำนวนมากหลักร้อยล้านบาทขึ้นไป

นายวิโรจน์ เปิดเผยด้วยว่าส่วนที่ตนช่วยเหลือเรื่องธุรกิจเครื่องเงินของสองสามีภรรยาไปแล้วร่วม 1 ล้านบาท ก็ให้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นหุ้นส่วน ขณะเดียวกันก็มีการกล่าวอ้างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน ซึ่งเป็นอดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียง อดีต สส. อดีต สว. ที่ส่วนตัวก็มีความศรัทธาเคารพนับถืออยู่แล้ว ประกอบกับเชื่อใจสองสามีภรรยาที่รู้จักกันมานานจึงตกลง ก่อนจะให้ตนโอนเงินค่าดำเนินการต่างๆไปให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะโอนไปให้ฝั่งสามี และคนที่ตนโอนเงินไปให้ก็จะโอนต่อไปให้ผู้หญิงอีกคนเป็นประจำ ซึ่งแรกๆ โอนครั้งละหลักหมื่นบาท ก่อนจะขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักแสนบาท โดยเริ่มโอนครั้งแรกช่วงเดือน มี.ค. 58 กระทั่งถึงปี 62 ทุกครั้งจะโอนเป็นเงินสด เมื่อเงินหมดก็เอาทรัพย์สินที่มีไปขายแปลงเป็นเงินโอนไปให้ อาทิ เครื่องประดับ ที่ดินไปจำนอง ยืมเงินจากน้องและลูก รวมทั้งเพื่อน สูญเงินไปกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เห็นมีผลตอบแทนกลับคืนมา จึงหยุดโอนช่วงปลายปี 62 และบอกว่าพอแค่นี้ พร้อมกับบอกว่าจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ก็เอาแค่นั้นเพราะไม่มีเงินสดแล้ว

กระทั่งต้นปีที่ผ่านมา สองสามีภรรยาก็ติดต่อมาอีกระบุว่า ทนายชาวตุรกีจะเดินทางมาติดต่อเรื่องธุรกิจ และการซื้อขายกาสิโนต้องใช้นอมินี โดยเขาอ้างว่าคนที่จะเป็นนอมินีคือ นายแทนคุณ ตนก็เริ่มเอะใจ เพราะช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่เปิดประเทศ ทนายจากตุรกีจะเดินทางมาได้อย่างไร ขณะเดียวกันตนกลัวเงินที่โอนไปจะสูญเปล่า และเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากมีการอ้างถึงผู้มีอิทธิพล และผู้หลักผู้ใหญ่ในการดำเนินการครั้งนี้จึงได้แต่เงียบไว้ก่อน กระทั่งนายแทนคุณได้ติดต่อมาและแจ้งว่าน่าจะถูกหลอกถูกโกง พร้อมแนะนำให้เข้าแจ้งความกับกองปราบฯ ให้ดำเนินคดี

นายวิโรจน์ บอกว่า ตนได้รวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ทั้งโอนผ่านทางธนาคาร และโอนผ่านไอแบงก์กิงในโทรศัพท์มือถือตลอด 4 ปี ตั้งแต่ปี 58 จนถึง ปี 62 เท่าที่เก็บหลักฐานได้จำนวน 1,026 ครั้ง เป็นเงินกว่า 39 ล้านบาท แต่เงินที่สูญไปทั้งหมดรวมแล้วกว่า 50 ล้านบาท โดยได้นำหลักฐานการโอนเงินเท่าที่รวบรวมได้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ในวันนี้ด้วย และอยากให้ตำรวจดำเนินการเร่งสืบสวนจับกุมก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะไหวตัวทันแล้วหลบหนี

ด้านนายแทนคุณ กล่าวว่าตนกลายเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย เพราะถูกแอบอ้างชื่อว่าไปเป็นนอมินีในการซื้อกาสิโนดังกล่าว ซึ่งทราบเรื่องจาก ส.ส.ท่านหนึ่ง ที่รู้จักเรื่องนี้จากนายวิโรจน์โทรศัพท์มาสอบถาม ก่อนที่ตนจะมีการติดต่อกับนายวิโรจน์ พร้อมแจ้งว่าน่าจะถูกหลอก และน่าจะทำเป็นขบวนการ อีกทั้งผู้เสียหายมีการโอนเงินต่อเนื่อง 4 ปี สูญไปกว่า 50 ล้านบาท แต่หลักฐานที่รวบรวมได้นั้น รวมได้ 1,026 ครั้ง เป็นเงิน 39 ล้านบาท และไม่รู้ว่าขบวนการนี้มีการไปต้มตุ๋นใครอีกหรือไม่ และยังอ้างบุคคลมีชื่อเสียงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการเมืองอีก จึงต้องรีบแจ้งความกับตำรวจกองปราบฯ ให้ช่วยสืบสวนดำเนินคดีจับผู้กระทำผิดมารับโทษ