เจาะประเด็นข่าวค่ำ

ตำรวจพร้อมเอาผิดวินัยตำรวจ 21 นาย ช่วยคดี บอส อยู่วิทยา - จ่อขอหมายแดงล่าตัว

พลตำรวจโทจารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จ-จริง การทำสำนวนคดี “บอส อยู่วิทยา” และ พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าว หลังจากเมื่อวานนี้ (1 ก.ย.) คณะกรรมการชุด นายวิชา มหาคุณ รายงานผลการตรวจสอบออกมา และมีข้อมูลเชื่อมโยงตั้งแต่พนักงานสอบสวนคดี บอส อยู่วิทยา ไปจนถึงนายตำรวจระดับสูง

โดยระบุว่า ตำรวจยอมรับผลการตรวจสอบและพร้อมดำเนินการตามข้อเสนอแนะเรื่องการรื้อฟื้นคดีอาญา โดยมีความเห็นสั่งฟ้อง 3 ข้อหา คือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ถึงแก่ความตาย ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือ และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคเคน แต่คาดว่าข้อหาไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ อัยการอาจสั่งไม่ฟ้อง เพราะขาดอายุความไปแล้ว

สำหรับการให้ถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการชุดนายวิชา ถือเป็นเรื่องอิสระของบุคคล การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดตามหลักและความจำเป็นในแต่ละปีอยู่แล้ว ขออย่าเหมารวมว่าเป็นการกดดันหรืออะไร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ก็ยังคงเร่งหาความบกพร่อง และผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำสำนวน รวมถึงการดำเนินการทางวินัยก็ต้องละเอียดและให้ความยุติธรรม แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการช่วยเหลือกันเอง

โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งจเรตำรวจเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง และอยู่ระหว่างการพิจารณาโทษทางวินัยตำรวจที่เกี่ยวข้อง 21 นาย แบ่งเป็น 10 นายที่เพิ่งตรวจพบข้อบกพร่องใหม่ และอีก 11 นายที่เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้วซึ่งหากพบความผิดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเพิ่มเติม จะส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาอีกครั้ง และหากพบตำรวจที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน อาจเสนอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งช่วยราชการไว้ก่อน แต่การพิจารณาความผิด คงไม่สามารถทำตามกระแสสังคมได้ทั้งหมด

ส่วนกรณี พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มีข้อมูลพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถของผู้ต้องหา ขณะนี้พลตำรวจเอกสมยศไม่ได้เป็นตำรวจแล้ว จึงไม่สามารถเรียกมาสอบได้ รวมถึงในรายงานของนายวิชาที่เผยแพร่ออกมาก็ไม่ได้ระบุชื่อบอกเพียงแค่ว่าเป็นนายตำรวจระดับสูง จึงยังต้องมาสอบกันต่อ แต่ยอมรับว่า พันตำรวจเอกธนสิทธิ์ แตงจั่น ให้การเหมือนกันกับทั้ง 2 คณะ เรื่องวันที่มีการเปลี่ยนความเร็ว ซึ่งก็ต้องนำมาตรวจสอบความถูกต้องกับพยานหลักฐานจากคนอื่นด้วย

อีกประเด็นที่คณะกรรมการชุดนายวิชาเชื่อว่าจากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาน่าจะเป็นการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตำรวจมองว่าต้องเข้ากระบวนการสอบสวนก่อนและพิสูจน์ว่าผู้ต้องหามีเจตนาจะฆ่าหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้การตามตัว บอส อยู่วิทยา ต้องรอให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนขอหมายแดงตำรวจสากลได้ ที่ผ่านมาตำรวจพบความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยประเทศปลายทาง และไม่สามารถชี้ชัดได้เช่นกันว่าผู้ต้องหาถือหนังสือเดินทางของชาติใดอยู่เนื่องจากเป็นอำนาจของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ พลตำรวจโทจารุวัฒน์ยังชี้แจงกรณีนายวิชาระบุว่า ตำรวจตั้งรูปสำนวนคดีนี้ผิดแต่แรก เพราะแจ้งข้อหาดาบตำรวจวิเชียร จนสำนวนคดีไม่ตรงไปตรงมา ยืนยันว่าการแจ้งข้อหาดาบตำรวจวิเชียร เป็นไปตามกระบวนการของพนักงานสอบสวน ถูกต้องตามหลักการ ซึ่งคู่กรณีในความผิดกฎหมายจราจร จะต้องถูกตั้งข้อหาทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจะมีผลที่ทำให้ผู้เสียชีวิตได้ประโยชน์จากการสอบสวน และเยียวยาในภายหลัง

ส่วนกรณีที่นายวิชาระบุว่า ได้มีการกันตัวพันตำรวจเอกธนสิทธิ์ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเป็นพยาน ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จนกว่าจะมีการสอบสวนดำเนินคดีอาญาเกิดขึ้น ขณะนี้พันตำรวจเอกธนสิทธิ์ จึงยังอยู่ในฐานะของผู้ที่ถูกพาดพิงในคดีนี้