เจาะประเด็นข่าวค่ำ

เตรียมเฮ! รัฐทุ่มงบแจกเงินอีก 3,000 บาท รวม 15 ล้านคน ลุ้นรับ ต.ค.63

ในการประชุม ศบศ.วันนี้ (2 ก.ย.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 มาตรการหลักคือ การกระตุ้นการบริโภคในประเทศวงเงิน 45,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งครอบคลุมไปถึงผู้ค้าหาบเร่แผงลอย

โดยรัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 วงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป คาดว่ามีประมาณ 15 ล้านคน โดยจะจำกัดค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่ 100 – 250 บาทต่อคนต่อวัน ให้เวลาใช้ 3 เดือน คาดว่าเริ่มได้เดือนตุลาคมนี้

ผู้ได้รับสิทธิจะนำเงินไปใช้กับร้านค้าหาบเร่แผงลอยที่มาลงทะเบียน แต่ไม่ปิดกั้นการซื้อของในร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งการซื้อของจะเป็นแบบร่วมจ่าย ผู้ซื้อจ่ายร้อยละ 50 และรัฐจ่ายให้ร้อยละ 50 โดยรัฐบาลจะใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในโครงการนี้จำนวน 45,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับที่ผู้ได้สิทธิต้องจ่ายเองด้วย จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ 90,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดูรายละเอียดและนำกลับมาเสนอให้ ศบศ. เห็นชอบอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ส่วนอีกมาตรการหนึ่งคือ การจ้างงานสำหรับเด็กจบใหม่ โดยรัฐบาลสมทบจ่ายกับนายจ้าง เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ ถึงตุลาคมปีหน้า เพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ใน 3 กลุ่มคือ ระดับปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. และประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. รวมจำนวน 260,000 อัตรา วงเงิน 23,000 ล้านบาท

มีอัตราค่าจ้างตามวุฒิการศึกษาคือ ปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท, ปวส. เดือนละ 11,500 บาท และ ปวช. เดือนละ 9,400 บาท ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนเงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อคนต่อเดือน

โดยเงื่อนไขสำคัญคือ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม มีการยืนยันตัวตนผ่านกระทรวงแรงงาน และต้องมีเงื่อนไขเลิกจ้างลูกจ้างเดิมไม่เกินกว่าร้อยละ 15 ภายในระยะเวลา 1 ปี ส่วนกรณีที่ลูกจ้างลาออกในระหว่างโครงการ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ สามารถหาลูกจ้างใหม่ทดแทนได้ ขณะที่ลูกจ้างที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 25 ปี หรืออายุเกินกว่า 25 ปี ซึ่งสำเร็จการศึกษาในปี 2562 หรือปี 2563