เช้านี้ที่หมอชิต

สั่งตั้งชุดสอบเอาผิดวินัยตำรวจ 21 นาย ช่วยคดี บอส อยู่วิทยา

เช้านี้ที่หมอชิต - สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยอมรับผลตรวจสอบคดี บอส อยู่วิทยา ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชุดนายวิชา มหาคุณ ยืนยันจะดำเนินการทางวินัยตำรวจที่บกพร่อง สั่งตั้งชุดสอบเอาผิดวินัย 21 นายตำรวจ 

จากการชี้แจง นายวิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี คำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต เมื่อปี 2555 ที่แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยพบความผิดปกติว่ามีการช่วยเหลือในทางคดีในลักษณะเป็นขบวนการ และเห็นควรพิจารณาโทษทางวินัย และอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยวานนี้ (2 ก.ย.) พลตำรวจโท จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำสำนวนคดี บอส อยู่วิทยา และ พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าว แสดงความรับผิดชอบโดยการเข้ามากำกับดูแลการสอบสวน และสั่งการเรื่องคดีดังกล่าวทันที ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมาก็สอดคล้องกับความเห็นของ นายวิชา ที่ดำเนินการไปแล้วหลายส่วน เช่น การตั้งสำนวนการสอบสวนใหม่ จนมีการออกหมายจับ และส่งสำนวนคดีให้อัยการรับไปพิจารณา, การเอาผิดทางวินัยกับตำรวจ 21 นาย ที่เสนอรายชื่อให้ ตั้งจเรตำรวจพิจารณาโทษไปแล้ว แบ่งเป็น 10 นาย ที่เพิ่งตรวจพบข้อบกพร่องใหม่ และอีก 11 นาย ที่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว ซึ่งหากพบความผิดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเพิ่มเติม จะส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาอีกครั้ง และหากพบตำรวจที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน อาจเสนอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งช่วยราชการไว้ก่อน

ส่วนกรณี พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มีข้อมูลพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถของผู้ต้องหา ขณะนี้ พลตำรวจเอก สมยศ ไม่ได้เป็นตำรวจแล้ว จึงไม่สามารถเรียกมาสอบได้ รวมถึงในรายงานของ นายวิชา ที่เผยแพร่ออกมาก็ไม่ได้ระบุชื่อ บอกเพียงแค่ว่าเป็นนายตำรวจระดับสูง จึงยังต้องมาสอบกันต่อ แต่ยอมรับว่า พันตำรวจเอก ธนสิทธิ์ แตงจั่น ให้การเหมือนกันกับทั้ง 2 คณะ เรื่องวันที่มีการเปลี่ยนความเร็ว ซึ่งก็ต้องนำมาตรวจสอบความถูกต้องกับพยานหลักฐานจากคนอื่นด้วย

อีกประเด็นที่คณะกรรมการชุดนายวิชาเชื่อว่า จากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาน่าจะเป็นการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตำรวจมองว่าต้องเข้ากระบวนการสอบสวนก่อน และพิสูจน์ว่าผู้ต้องหามีเจตนาจะฆ่าหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้การตามตัว บอส อยู่วิทยา ต้องรอให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนขอหมายแดงตำรวจสากลได้

ที่ผ่านมาตำรวจพบความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยประเทศปลายทาง และไม่สามารถชี้ชัดได้เช่นกันว่าผู้ต้องหาถือหนังสือเดินทางของชาติใดอยู่ เนื่องจากเป็นอำนาจของแต่ละประเทศ

พลตำรวจโท จารุวัฒน์ ยังชี้แจงกรณีนายวิชาระบุว่า ตำรวจตั้งรูปสำนวนคดีนี้ผิดแต่แรก เพราะแจ้งข้อหา ดาบตำรวจ วิเชียร จนสำนวนคดีไม่ตรงไปตรงมา ยืนยันว่า การแจ้งข้อหา ดาบตำรวจ วิเชียร เป็นไปตามกระบวนการของพนักงานสอบสวน ถูกต้องตามหลักการ ซึ่งคู่กรณีในความผิดกฎหมายจราจรจะต้องถูกตั้งข้อหาทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากจะมีผลที่ทำให้ผู้เสียชีวิตได้ประโยชน์จากการสอบสวน และเยียวยาในภายหลัง

ส่วนกรณีที่ นายวิชา ระบุว่ามีการกันตัว พันตำรวจเอก ธนสิทธิ์ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเป็นพยาน ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่สามารถดำเนินการได้ จนกว่าจะมีการสอบสวนดำเนินคดีอาญาเกิดขึ้น ขณะนี้ พันตำรวจเอก ธนสิทธิ์ จึงยังอยู่ในฐานะของผู้ที่ถูกพาดพิงในคดีนี้