7HD ร้อนออนไลน์

ตัดสินคุก “วัฒนา” 99 ปี ริบทรัพย์ 1,323 ล้านบาท คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

วันนี้ (24 ก.ย. 63) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่ อัยการสูงสุดเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พม. สมาชิกพรรคเพื่อไทย และพวกรวม 14 คน ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์ตาม ป.อาญา ม.148 กับเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายวัฒนาในฐานะ รมว.พม. มีหน้าที่กำกับดูแลรับผิดชอบกิจการการเคหะ มีอำนาจสั่งการให้การเคหะชี้แจง หรือยับยั้งในการดำเนินการตามมติ ครม.หรือนโยบายรัฐบาล และนายวัฒนาได้สั่งการให้กำหนดแนวทางการจัดทำบ้านเอื้ออาทร โดยให้ผู้ประกอบการที่ยื่นโครงการแล้วยังไม่ได้รับการอนุมัติจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของการเคหะตามหลักเกณฑ์ ดังนั้นจึงฟังไม่ขึ้นว่าไม่มีอำนาจหน้าที่

และนายวัฒนา ให้ความสนใจในการติดตามกำกับดูแลโครงการ ดังนั้นน่าจะรับรู้ รู้เห็นเป็นใจในการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการ และการที่นายวัฒนาปล่อยให้จำเลยที่ 4 คือ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ แสดงตนเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวมีเจตนาเอื้อให้ เสี่ยเปี๋ยง กับพวกแสวงหาผลประโยชน์โดยอ้างชื่อของนายวัฒนา ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และพฤติการณ์ของนายวัฒนา เป็นการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการนำเงินมาให้ล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกรับเงินและเพิ่มจำนวนเงิน เพื่อให้ได้รับอนุมัติการก่อสร้างด้วย แม้ทางการเงินจะไม่มีความเชื่อมโยงหรือจะได้รับเงินหรือไม่ก็ตาม ไม่ใช่สาระสำคัญ

ทั้งนี้ ศาลมีมติเสียงข้างมากว่า การกระทำมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำในการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการแต่ละราย พิพากษา จำคุกนาย ‘วัฒนา เมืองสุข’ อดีต รมว.พม. คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร 99 ปี แต่ให้คงจำคุกสูงสุด 50 ปี สั่งริบทรัพย์สินกว่า 1,323 ล้านบาท ตามความผิด ม.148

ส่วนความผิดตาม ม.157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที้โดยมิชอบ ศาลเห็นว่าพยานโจทย์ยัมีความเห็นที่แตกต่างกันในข้อดีและข้อเสียของการใช้อำนาจแทรกแซง ทำให้รับฟังไม่ได้ว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้นจึงยกฟ้องในข้อหานี้

สำหรับจำเลยที่ 4 คือ นายอภิชาติ  จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ ศาลพิพากษาจำคุก 66 ปี คงจำคุกสูงสุด 50 ปี ริบทรัพย์รวมจำนวนเดียวกับนายวัฒนา 1,323 ล้านบาท โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เสี่ยเปี๋ยง เป็นตัวกลางในการรีดเงินจากผู้ประกอบการรายใหญ่ และการกระทำความผิดมีลักษณะเป็นกระบวนการ

ส่วนจำเลยที่ 5 คือ น.ส.รัตนา  แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิทเสี่ยเปี๋ยง มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดกับเสี่ยงเปี๋ยง เพื่อเรียกรับเงิน ลงโทษจำคุก 20 ปี ริบทรัพย์ 763 ล้านบาท รวมถึงจำเลยที่ 6 คือ น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด มีส่วนสำคัญในการทำให้การเรียกรับเงินสำเร็จลุล่วง โดยอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลักดันโครงการ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น รวมถึงการติดตามทวงถามรับเช็คเช่นเดียวกับจำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก44 ปี ริบทรัพย์รวมจำนวนเดียวกับนายวัฒนา คือ 1,323 ล้านบาท

ขณะที่ จำเลยที่ 7 คือ น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการรับเงินจากผู้ประกอบการ ร่วมกระทำความผิดกับเสี่ยเปี๋ยง ลงโทษจำคุก 32 ปี ริบทรัพย์ 1,056 ล้านบาท

จำเลยที่ 8 คือ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ถือเป็นนิติบุคคล เมื่อเสี่ยงเปี๋ยง เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการและเมื่อได้เงินมานำไปให้กับนางสาวกรองทอง และนางสาวรุ่งเรือง และนำเงินไปเข้าบริษัท จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิด ลงโทษปรับ 275,000 บาท

จำเลยที่ 10 คือ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย, เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเช่นกัน ลงโทษจำคุก 4 ปี ริบทรัพย์ 40 ล้านบาท โดยทั้งหมดจะต้องชำระทรัพย์สินคืนภายใน30วัน หากเกินกว่ากำหนดจะต้องชำระดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี จนกว่าจะชำระหมด

ส่วนจำเลยที่ 2 คือ นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตบอร์ด กคช. และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการระหว่างวันที่ 9 ก.ย. 2548-19 ก.ย. 2549, จำเลยที่ 3 คือนายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีต ผอ.ฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดโดยตรง

สำหรับจำเลยที่ 9 คือ บริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉน หยู อินเตอร์เนชั่นแนลคอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด) โดยนางพิมพ์วรา รัชต์ธนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และจำเลยที่ 11-14 คือ บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด, บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย, บริษัท พรินซิพเทค ไทย จำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง และ น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน บริษัท ไทยเฉนหยูฯ   เป็นผู้ถูกกระทำข่มขืนใจ หรือถูกจูงใจ ไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตาม ม.148 มติเสียงข้างมากพิพากษายกฟ้อง

นอกจากนี้ศาลยังสั่งให้ออกหมายจับ น.ส.กรองทอง จำเลยที่ 6 น.ส.รุ่งเรือง จำเลยที่ 7 และ นายอริสมันต์ จำเลยที่ 10 เนื่องจากไม่มาฟังคำพิพากษาและไม่มีทนายมาเป็นตัวแทน

ทั้งนี้นายวัฒนา และพวก อยู่ระหว่างการยื่นประกันตัว เพื่อยื่นอุทธรณ์สู้ดคีต่อภายใน 30 วัน นับจากวันอ่านคำพิพากษา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง