ข่าวในพระราชสำนัก

องคมนตรี ไปติดตามการดำเนินงานโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา และติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา ไปติดตามการดำเนินงานโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา เขตพื้นที่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อจัดการศึกษาให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา สร้างเครือข่ายการศึกษา มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน นำความรู้ด้านเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ ปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ดังนี้ โรงเรียนบ้านด่านโง หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้พบปะผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักเรียน เพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรค และความคืบหน้าการบริหารงาน ปัจจุบัน เปิดสอนชั้นก่อนประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 182 คน

โรงเรียนบ้านหนองปืนแตก หมู่ที่ 4 ตำบลสองพี่น้อง เปิดสอนชั้นอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 239 คน ด้านการเรียนการสอน ได้จัดกิจกรรมค่ายทักษะวิชาการ และนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมติวโอเนต และเอ็นที ของหน่วยงานนอก เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สอนแบบ ON-AIR และ ONLINE โดยมีการประชุมชี้แจงผู้ปกครอง ให้นำบุตรหลาน เข้ามารับเอกสารการเรียนรายสัปดาห์ และนำมาส่งครูประจำชั้นทุกวันเสาร์

โรงเรียนบ้านแม่คะเมย หมู่ที่ 5 ตำบลแก่งกระจาน เปิดสอนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 114 คน ด้านวิชาการได้จัดโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และเพื่อเพิ่มผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานของนักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 รวมทั้งมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนโครงการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ

ในตอนบ่าย ไปฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำช่วงอุทกภัย ณ เขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำประมาณ 259 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 13 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม ประมาณ 37 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อม ด้วยการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยพื้นที่ตอนบนจะทำการเก็บกักน้ำ พื้นที่ตอนกลางทำการหน่วงน้ำ และเร่งระบายน้ำออกทางพื้นที่ตอนล่าง พร้อมกำหนดพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและผู้รับผิดชอบประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้การประสานงานช่วยเหลือมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ทั้งยังติดตั้งเครื่องสูบน้ำ, เครื่องผลักดันน้ำประจำพื้นที่เสี่ยงในจังหวัดระนอง ชุมพร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ พร้อมติดตั้งป้ายเตือนภัยน้ำท่วม และตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนและอาคารชลประทาน ทั้ง 66 แห่ง ให้พร้อมใช้งาน รวมทั้งกำจัดวัชพืช ผักตบชวา และสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้การระบายน้ำดียิ่งขึ้น

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นในหมวด