เจาะประเด็นข่าวค่ำ

สปสช.เตรียมยกเลิกคลินิกทุจริตบัตรทองอีก 106 แห่ง คาดเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคน

ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากกรณีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ยกเลิกคลินิกคู่สัญญา หลังพบการทุจริตสวมสิทธิบัตรทองเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินจริง ยังคงเดินทางไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขตเป็นจำนวนมาก แม้ สปสช.จะยืนยันว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบสิทธิว่างสามารถไปรับการรักษาพยาบาลที่คลินิกหรือโรงพยาบาลในเครือข่าย สปสช.ได้ทุกแห่ง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่จำกัดจำนวนครั้ง จนกว่าจะมีสถานพยาบาลแห่งใหม่ทดแทน

ซึ่งผู้ที่เดินทางมาในวันนี้ (25 ก.ย.) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว ไม่สบายใจ กลัวจะได้สถานพยาบาลแห่งใหม่ที่ไกลจากที่พัก และกังวลว่าการรักษาไม่ต่อเนื่อง จึงมาลงทะเบียนเพื่อจองสถานพยาบาลที่ใกล้บ้าน

นายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ระบุว่าหลังจากยกเลิกคลินิกคู่สัญญาที่พบการทุจริตไป 2 ล็อต รวม 82 แห่ง ล่าสุดเตรียมยกเลิกคลินิกคู่สัญญาที่พบการทุจริต ล็อต 3 อีก 106 แห่ง จากการตรวจสอบทั้งหมด 107 แห่ง ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวที่ไม่พบการทุจริต

โดยคลินิกคู่สัญญาที่ถูกยกเลิกทั้ง 3 ล็อต อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมดและกระจายอยู่ครบทุกเขต ยอมรับว่าการยกเลิกสัญญาครั้งนี้จะทำให้มีประชาชนได้รับผลกระทบ สิทธิว่างกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะทำให้คลินิกหรือโรงพยาบาลในเครือข่ายต้องรับผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอาจเกิดความไม่สะดวกกับผู้ใช้บริการ เพราะขณะนี้ สปสช.หาสถานพยาบาลทดแทนได้เพียง 20 แห่ง

เลขาธิการ สปสช.ย้ำว่า ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสิทธิว่าง สามารถนำบัตรประชาชนเพียงใบเดียวไปยื่นใช้บริการที่โรงพยาบาลใดก็ได้ในสังกัด สปสช. โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องไปขอประวัติการรักษาจากสถานพยาบาลเดิม จนกว่าจะมีสถานพยาบาลใหม่ทดแทน ขณะที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกเขต ก็ได้เตรียมรับมือ รองรับผู้ป่วยจากสิทธิว่าง โดยจะจ้างแพทย์พิเศษเพิ่ม ขยายเวลาการรักษา และเพิ่มสต๊อกยา 2-3 เท่า เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย

หลังจาก สปสช.ได้สถานพยาบาลแห่งใหม่ทดแทนแล้ว จะเลือกสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดให้กับประชาชน ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน แต่ถ้าหากประชาชนไม่พอใจก็สามารถขอเปลี่ยนสิทธิบัตรทองในภายหลังได้

ส่วนการเอาผิดคลินิกคู่สัญญาที่ทุจริต เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า ขณะนี้นี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมาย โดย สปสช.ได้ส่งเรื่องต่อให้กองบังคับการปราบปราม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อเอาผิดทั้งคดีแพ่งและอาญา รวมถึงสอบสวนทางวินัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพด้วย พร้อมวางแนวทางป้องกันการทุจริตโดยจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบ