สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : สถานการณ์การชุมนุม 14 ตุลาคม 2563

สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 99 กองร้อย คอยควบคุมดูแลสถานการณ์ตลอดเส้นทางมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล ตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) จนถึงเช้าวันนี้ ไปดูภาพรวมเหตุการณ์ตลอดทั้งวันที่เกิดขึ้นจากรายงาน

สถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นที่น่าจับตา เพราะหลายกลุ่มประกาศปักหลักการชุมนุมกันหลายจุด โดยเริ่มจากกลุ่มแรก เป็นกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" ประกาศยึดสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งบรรยากาศเริ่มดุเดือดตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 13 ตุลาคม เนื่องจากแกนนำทั้ง 21 คน ถูกจับกุมและคุมตัวไปไว้ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จังหวัดปทุมธานี โดยผู้ชุมนุมประกาศว่า จะเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่ม "ไทยภักดี" ภายใต้การนำของ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนสวมใส่เสื้อสีเหลือง ปักหลักพื้นที่บริเวณหน้าวัดพระแก้ว และหน้ากระทรวงกลาโหม ก่อนเวลา 17.00 น.เป็นต้นไป พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจน คือ ต่อต้านกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร

กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มของ "หมอเหรียญทอง" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เจ้าของปฏิบัติการ "เก็บขยะแผ่นดิน" นัดหมายที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

กลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มเครือข่ายประชาชนของ นายสิระ เจนจาคะ สส.พรรคพลังประชารัฐ ประกาศระดมพลอย่างน้อย 400-500 คน จากย่านหลักสี่ เพื่อไหลไปสมทบกับกลุ่มของ หมอเหรียญทอง

กลุ่มที่ห้า เป็นการนำทัพโดย อดีตพระพุทธะอิสระ แกนนำ กปปส.หลักสี่ มีทั้งประสบการณ์การนำมวลชน การเคลื่อนไหวมวลชน ประกาศนัดหมายประชาชนสวมใส่เสื้อสีเหลือง ตั้งแต่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เรื่อยไปจนถึงถนนราชดำเนิน พร้อมสโลแกน ต้องใจถึง

และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ปักหลักที่บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ 

เมื่อพิจารณาดูตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่มวลชนแต่ละกลุ่มจับจองพื้นที่ในการทำกิจกรรมนั้น สังเกตได้ว่า กลุ่มคณะราษฎร ถูกรายล้อมกลางถนนราชดำเนินไปโดยปริยาย มิหนำซ้ำยังเป็นเส้นทางสำคัญในการเข้าพื้นที่ชุมนุมและเคลื่อนขบวนของคณะราษฎรอีกด้วย

จากนั้น เวลา 13.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร ได้เดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนการเคลื่อนขบวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถโดยสารประจำทางกว่า 10 คัน มาจอดขวางบริเวณแยกผ่านฟ้าลีลาศ เส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปถนนราชดำเนินนอก เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมฝูงชน ได้ตั้งแถวเป็นแนวยาวริมถนนราชดำเนินกลางฝั่งขาเข้า ไปจนถึงแยกสะพานผ่านฟ้า

กระทั่งเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มมวลชน 2 ฝ่าย บริเวณฝั่งขาออกหน้าร้านเมธาวลัย โดยมีการยั่วยุ ขว้างปาขวดน้ำและข้าวของใส่กัน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งเข้าห้ามปรามผลักดันมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย ให้แยกออกจากกัน ป้องกันเหตุลุกลามบานปลาย

ต่อมาในเวลา 13.20 น. แกนนำกลุ่มคณะราษฎร ประกาศให้ผู้ชุมนุมเข้ารื้อต้นไม้บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเข้าไปปักหลักชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชุมนุมอีกฝ่าย และเกิดการขว้างปาสิ่งของเข้าใส่กันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์สกัดมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย โดยใช้แผงรั้วเหล็กกั้น และเจ้าหน้าที่ตั้งแถวล้อมอีกชั้น

จากนั้นเวลา 14.00 น. แกนนำกลุ่มคณะราษฎร ประกาศให้มวลชนเคลื่อนขบวนโดยสงบ มุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล พร้อมเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมถนนราชดำเนินนอก ไปเป็นถนนหลานหลวง เพื่อมุ่งไปทำเนียบรัฐบาล เคลื่อนขบวนข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไปยังถนนนครสวรรค์ พร้อมตะโกนขับไล่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดทาง

และในที่สุดขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม "คณะราษฎร" ก็ได้ฝ่าด่านเจ้าหน้าที่มาถึงแยกเทวกรรม ถนนนครสวรรค์ ใกล้ทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีเหตุรุนแรง และเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในทำเนียบรัฐบาลได้แจ้งสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด ก่อนจะปิดประตูทางเข้า-ออก ติดตั้งรั้วลวดหนาม และแบริเออร์

จากนั้นในเวลา 18.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าประชิดหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเกิดการผลักดันกันไปมาระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจควบคุมฝูงชน ที่กั้นอยู่บริเวณถนนพิษณุโลก ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมรวมทั้งสื่อมวลชนเข้าสู่พื้นที่ด้านในทำเนียบรัฐบาล สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ความวุ่นวาย และ นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มคณะราษฎร ได้ประกาศบนรถปราศรัยขอให้ตำรวจถอยไป และให้มวลชนดันแนวกั้นตำรวจออกไป โดยจะไม่มีการเจรจาอีกแล้ว เพราะเริ่มมืดแล้ว เกรงว่าจะมีอันตรายต่อมวลชน โดยพื้นที่ปักหลักการชุมนุมล่าสุด คือ ข้างทำเนียบรัฐบาล และสำนักงาน ก.พ. พร้อมประกาศอาจจะปักหลักชุมนุมเป็นเวลา 3 วัน