สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

นายกฯ ยืนยันไม่ลาออกตามข้อเรียกร้องผู้ชุมนุม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมคณะรัฐมนตรี ร่วมแถลงภาคหลังประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ รับรองประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพควบคู่กับการป้องกัน การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 อยากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง และขอให้ผู้ปกครองดูแลบุตร หลาน ที่ออกมาชุมนุม เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย พร้อมยืนยัน จะไม่มีการปล่อยแกนนำ เพราะทำผิดกฎหมาย รวมทั้งจะไม่ลาออกตามข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลทำให้เกิดรัฐประหาร

ขณะเดียวกัน วานนี้ (16 ต.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 2 เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการชุมนุมและการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่มีการเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินและร้ายแรง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยุติลงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งระงับยับยั้ง การกระทำที่มีความรุนแรงกระทบกับความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีประกาศให้สถานการณ์การชุมนุมครั้งนี้ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563

อีกทั้งราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่ประกาศของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งได้กำหนดห้ามไม่ให้มีการชุมนุม มั่วสุม กันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือมีการกระทำการใดใด ที่เป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง การกีดขวางการจราจร จนไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ กีดขวางทางเข้า - ออกอาคาร หรือสถานที่ ที่ขัดขวางการประกอบกิจการต่างๆ มีการประทุษร้าย หรือใช้กำลัง ให้ประชาชนเดือดร้อน ต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขัดขืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียง หรือ ตั้งเวทีปราศรัย รถแห่ปราศรัย ห้ามนำเสนอภาพ หรือ ข่าว หรือ ข้อความ ที่บิดเบือน ทำให้ประชาชน หวาดกลัว และเป็นภัยต่อความมั่นคง ของรัฐ ทั้งหมดนี้ ผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษ จำคุกไม่เกิน 2ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ