7HD ร้อนออนไลน์

กอร.ฉ. พร้อมรับมือผู้ชุมนุมจัดเซอร์ไพรส์

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (20 ต.ค. 63) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) ได้มีการแถลงข่าวสถานการณ์การชุมนุมในรอบวันที่ผ่านมา และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยมี นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ และ พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร.

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึงการดูแลการชุมนุมในภาพรวมเมื่อวานนี้ (19 ต.ค. 63) มีการเตรียมกำลังตำรวจ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม ผลการปฏิบัติไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใดการควบคุมสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการนัดรวมตัวการชุมนุมในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ใด อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมความพร้อมในด้านการอำนวยความสะดวกการจราจรและการดูแลความสงบเรียบร้อยไว้พร้อมแล้ว ส่วนสถานการณ์การชุมนุมในรอบ 24 ชั่วโมง มี 6 จุด คือ 1.แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(บางเขน) 2.หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 3.มหาวิทยาลัยศิลปากร(วังท่าพระ) 4.บริเวณถนนตัดใหม่สาธุประดิษฐ์  5.หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 6. สภ.อ.เมืองนนทบุรี โดยได้เลิกชุมนุมก่อนเวลา 20.00 น.

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายมีการจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 2 คน ได้แก่ 1.นายปฏิวัติ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงก์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. เมืองขอนแก่น จับกุมได้ที่บ้านพักในอ.เมือง จ.ขอนแก่น ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1589 / 2563ลงวันที่ 15 ต.ค.63 ของสน.ชนะสงคราม ในความผิดร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดโดยอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยทุจริตเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินตามม.116 2.นายขวัญ จีนา จากกรณีที่มีเหตุชุลมุนป้อมตำรวจสน.บางนา โดยจับกุมได้ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนงที่จ.628/2563 ลงวันที่ 19 ต.ค.63 ของสน. บางนา ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรก

ส่วนนายประวิทย์ สมรัตน์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ปรากฏตามสื่อโซเชียลต่างๆ ว่าเป็นตำรวจปลอมตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม ขอเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่ใช่ตำรวจ จึงได้ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหาพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เสียทรัพย์ และชุมนุมเกิน 10  คนขึ้นไป สำหรับการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมช่วงที่ผ่านมา จำนวน 76 คน แบ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา 21 คน ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 54 คน และ ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน 1 คน

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึงการเตรียมกำลังในวันนี้จะดูตามสถานการณ์โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล เตรียมกำลังไว้ 12กองร้อย จำนวน 1,860 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาพล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปะชัย รอง ผบช.น. โดยเน้นการปฏิบัติเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วในการเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณที่มีการชุมนุมและป้องกันมือที่สามก่อความไม่สงบเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มที่พบว่ามีความผิดนั้นมีการกระทำผิดลักษณะอย่างไร นายภุชงค์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นความผิด พ.ร.บ.คอมฯ โดยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบในภาพกว้าง ส่วนความผิดเรื่องของการยุยงปลุกปั่น ทำให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดทั้ง 58 รายนั้นได้ประสานไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ให้ระงับไปแล้ว และบางรายมีคำสั่งศาลแล้ว ส่วนบางรายก็ได้ใช้อำนาจคำสั่งของหัวหน้า พรก.ฉุกเฉิน

เมื่อถามว่า ผู้ชุมนุมขีดเส้นตายให้ประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉินฯ ภายในเวลา 18.00 น. ทางศูนย์ กอร.ฉ. จะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ต. ปิยะ บอกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยหลังจากนี้จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมแล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมประกาศเซอร์ไพรส์เจ้าหน้าที่เชื่อว่าจะเป็นการแยกย้ายชุมนุมตามจุดต่าง ๆ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมโดยการจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว

เมื่อถามอีกว่า เจ้าหน้าที่คิดว่าผู้ชุมนุมจะยกระดับการชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต. ปิยะ กล่าวว่า จากการประเมินเชื่อว่าผู้ชุมนุมขณะนี้สามารถยกระดับได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนการดาวกระจายจะเป็นการเคลื่อนตัวไปตามสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ เท่านั้น เชื่อว่าชุดเคลื่อนที่เร็วจะสามารถเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยในส่วนนี้ได้ ส่วนกรณีที่แกนนำหลายคนได้รับการปล่อยตัวแล้วนั้น มีเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวโดยเฉพาะบางคนมีเงื่อนไขห้ามเข้าพื้นที่การชุมนุม ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่มีหมายจับที่กำลังดำเนินการอยู่หลาย 10 หมาย โดยทางเจ้าหน้าที่ขอย้ำเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมว่าการกระทำในทุกกรณีที่เข้าข่ายผิดมีเจ้าหน้าที่คอยรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายทุกราย 

ด้าน นายภุชพงค์ กล่าวว่า ในสภาวะปกติจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 2 ศูนย์ คือศูนย์เฝ้าระวังการกระทำความผิดทางเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม โดยบูรณาการทั้ง 2 ศูนย์มาเฝ้าระวังการกระทำความผิดทางอินเตอร์เน็ตทุกประเภททั้งเว็บไซต์ ยูทูป ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เทเลแกรม โดยหลักการปกติตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะรวบรวมหลักฐานและขอคำสั่งศาล เมื่อศาลมีคำสั่งเราจะแจ้งไปให้ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศดำเนินการปิด ซึ่งหลักกรจะดำเนินการปิดเป็นรายการ URL หรือรายหน้า หรือเป็นรายIP Address บางรายเท่านั้น ที่มีข่าวว่าเราจะปิดทั้งระบบเลยคงไม่ใช่ เราจะปิดเฉพาะที่มีการกระทำความผิดชัดแจ้ง และตั้งแต่มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้มีการทำงานร่วมกับกอร.ฉ. โดยจะมีการรายงานการกระทำความผิด ใน 2 วันที่ผ่านมาเราพบผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายมากกว่า 300,000 ราย ซึ่งได้แจ้งผู้ที่มีความผิดชัดเจนมาที่กอร.ฉ. 58 ราย ประกอบด้วย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม จำนวน 46 ราย วันที่ 20 ตุลาคม จำนาน 12 ราย 

นายภุชพงค์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับการดำเนินการของการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ว่ามีการเฝ้าระวังการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ในทุกด้านทุกแพลตฟอร์ม เมื่อพบการกระทำความผิดจะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอเรื่องขอความเห็นชอบต่อศาลให้มีคำสั่งปิดกั้น หลังจากนั้นประสานการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป นอกจากนี้หลังจากมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 15 ต.ค.63  กระทรวงดีอีเอสได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมในการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และประสานงานการตรวจพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับความผิดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และดำเนินการร้องขอคำสั่งศาลในการระงับหรือลบข้อมูลที่ผิดกฎหมาย

นายภุชพงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีแอปลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) ศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมกระทรวงดีอีเอสตรวจพบการใช้แอพลิเคชันดังกล่าวในการนัดหมายเชิญชวนชุมนุม ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จึงแจ้งเรื่องต่อไปยังผบ.ตร. ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทราบและพิจารณาข้อมูลดังกล่าว หลังจากนั้นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้มีสั่งที่ 11/2563 เรื่องระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโดยให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการเพื่อให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ (เทเลแกรม)

ขอเรียนว่ากระทรวงดีอีเอสได้ดำเนินการตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามขั้นตอนตามกฎหมายและมีการขอความเห็นชอบต่อศาลมาโดยตลอด ไม่มีการทำเกินอำนาจหน้าที่หรือเลือกปฏิบัติโดยเคารพสิทธิการเข้าถึงสื่อทุกประเภทของประชาชนโดยเสรีภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลฯในภาวะปกติมี 2 ศูนย์ ศูนย์แรกคือศูนย์เฝ้าระวังความผิดทางเว็บไซต์ ศูนย์ที่สองคือ ศูนย์ต่อต้านข้าวปลอม หรือเฟคนิวส์ ซึ่งหลังจากที่เหตุการชุมนุมก็ได้การรวมการทำงานของทั้งสองศูนย์เพื่อเฝ้าระวังการกระทำความผิดทางอินเตอร์เน็ตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ จากต่างประเทศ เช่น ยูทูป ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และเทเลแกรม เป็นต้น โดยจะรวบรวมหลักฐานและขอคำสั่งศาล เมื่อศาลมีคำสั่งก็จะแจ้งไปยังผู้บริการอินเตอร์เน็ต หรือแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเหล่านั้นเพื่อทำการปิดเฉพาะแอคเคาท์ที่กระทำผิด ไม่ได้ปิดทั้งหมด แต่ตั้งแต่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเราก็ได้ร่วมทำงานกับศูนย์ กอร.ฉ. โดยจะมีการรายงานการกระทำผิด

อย่างไรก็ตาม ใน 2 วันที่ผ่านมา สามารถตรวจสอบพบผู้กระทำความผิดแล้วกว่า 300,000 ราย ที่เข้าข่าย และที่พบต้นโพสต์มีความชัดแจน 58 ราย เมื่อวานนี้ 46 ราย วันนี้ 12 ราย โดยสิ่งที่ทางกระทรวงฯทำยึดตามหลักกฎหมายและสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้สื่ออินเตอร์เน็ตทุกคน เราจะพยายามดูเพื่อไม่ให้กระทบในภาพกว้าง  สำหรับผู้กระทำความผิดจะมีโทษ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และความผิดตาม ป.วิอาญา