ห้องข่าวภาคเที่ยง

แชร์สนั่นโซเชียล : แม่อึ้ง ลูกเล่นซน ยัดลูกปัดใส่จมูก

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง คาดว่าเป็นคุณแม่ โพสต์รูปลูกชาย ซึ่งในรูจมูกของเด็กคนนี้ สังเกตดีๆ มีสีดำๆ อยู่ในนั้น มันคือ ลูกปัดสีดำๆ โดยผู้เป็นแม่โพสต์ว่า "ข้อความเตือนภัย ความซนของลูกวัย 4 ขวบ ไปรับลูกกลับจากโรงเรียนไม่พูด ไม่บอกอะไร นั่งรถกลับบ้าน ก็เล่นกันปกติ พอถึงบ้าน สังเกตว่า ทำไม ลูกปัดจากสายคล้องหน้ากากอนามัยหายไป เลยถามว่าลูกว่า ลูกปัดหายไปไหนล่ะครับ  ลูกก็ตอบว่า เก็บไว้ในรูจมูก เอ้า แม่ก็ตกใจล่ะสิทีนี้ ก็รีบเอาไฟฉายส่อง โอ๊ะ แม่เจ้า ก็เป็นจริงด้วย แล้วลูกก็ยัดลูกปัดไปในรูจมูกทั้ง 2 ข้างด้วย แต่อีกข้างลูกเอาออกเอง ส่วนอีกข้างเอาออกไม่ได้ อยู่ลึกมาก ตอนแรกแม่ก็เอาไม้เพื่อจะเขี่ยออก ก็ไม่ยอมออก เลยเปลี่ยนมาเป็น ใช้น้ำเกลือหยอดรูจมูกอีกข้างเพื่อดันลูกปัดออกมา มันก็ไม่ออก ในที่สุดเลยต้องตัดสินใจไปหาหมอ ตอนแรก จะใช้คีมดึงออกแต่มันอยู่ลึกเกิน หมอเลยตัดสินใจ ใช้เครื่องดูด โอโห นานเลยทีเดียว แล้วให้ลูกช่วยสั่ง 4-5ที ถึงออก ความโชคดีของเรา คือ การสังเกต ดีที่ดู ดีที่ถามไม่งั้นจมูกเน่าแน่นอน เตือนภัยเกี่ยวกับลูกปัดคล้องสายแมส”

ซึ่งนี่ไม่ใช่เคสแรกที่เกิดขึ้น เห็นได้ความคิดเห็นจากชาวเน็ต ส่วนใหญ่ก็เล่าเหตุลักษณะเดี๋ยวกันนี้ ลูกหลานยัดของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยยัดใส่จมูก หู ก็จะมีทั้ง ลูกปัด กระดุม กระดิ่ง กระดาษทิชชูยังมีเลย

ทีมข่าวติดต่อไปยังคุณแม่เจ้าของโพสต์นี้ ได้บอกว่าปกติก็ให้ลูกชายใส่หน้ากากอนามัยพร้อมสายคล้องไปโรงเรียนทุกวัน ก็ไม่นึกว่าลูกชายจะเล่นแผลง เอาลูกปัดที่สายคล้องมายัดใส่จมูก โชคดีที่ตนสังเกตเห็นว่า ลูกปัดมันหายไป และไม่ได้ปล่อยผ่าน ตอนแรกที่ลูกบอกว่าอยู่ในจมูก ก็ตกใจมาก ตอนนี้ลูกชายปลอดภัยดี ไม่มีอาการเจ็บจมูกแต่อย่างใด ถือเป็นเรื่องราวอุทาหรณ์ที่ต้องระมัดระวัง

ซึ่งทาง นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เปิดเผยว่า ธรรมชาติของเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไปนี้ มักจะอยากรู้อยากเห็น ซุกซน นำสิ่งของต่างๆ เข้าปาก รองลง คือ ใส่จมูกและหู เพราะจะชอบสำรวจและอยากเรียนรู้ แต่ยังไม่มีศักยภาพในการเลี่ยงหลีกภัย หรือช่วยเหลือตนเองได้ ผู้ปกครองจึงต้องดูแลเด็กวัยนี้อย่างใกล้ชิด สังเกตถ้าลูกมีอาการผิดปกติ เช่นน้ำมูกไหลข้างเดียว เป็นสีเขียว ส่งกลิ่นเหม็น นั่นคือ มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในรูจมูก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที 

ขอบคุณ Facebook : เจ๊ม้อยV+