7HD ร้อนออนไลน์

"เมลาเนีย ทรัมป์" สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ฉายเดี่ยวลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

วันนี้ (28 ต.ค.63) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงในรัฐสวิง สเตท ตัวแปรสำคัญที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเวานนี้ (27 ต.ค.63) นายทรัมป์ได้ขึ้นปราศรัยต่อผู้สนับสนุนที่รัฐเนแบรสกา และอีก 2 รัฐ ที่เคยกวาดคะแนนมาได้ในการเลือกตั้งปี 2016 คือรัฐมิชิแกนและรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเขาได้ชูประเด็นด้านเศรษฐกิจ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญต่อการอยู่รอดทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับโจมตีว่าหากนายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งเศรษฐกิจจะตกต่ำแน่นอน

ขณะเดียวกัน นางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ได้ลงหาเสียงเลือกตั้งแบบฉายเดี่ยวเป็นครั้งแรกที่รัฐเพนซิลเวเนีย โดยนางเมลาเนียปราศรัยโจมตีนายไบเดน ว่าพรรคเดโมแครตพยายามทำให้สถานการณ์โรคโควิด-19 กลายเป็นเรื่องการเมือง มุ่งมั่นแต่การผลักดันวาระเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน มากกว่าให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชาวอเมริกัน และคอยแต่จะถอดถอนสามีของเธอออกจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐ มากกว่าร่วมกันหารือเพื่อแก้ไขวิกฤติโรคระบาดโควิด-19
นางเมลาเนียยืนยันว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันพัฒนาสหรัฐฯ ให้ดีขึ้นหลายด้าน ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมานี้ นายทรัมป์จึงควรได้รับโอกาสให้สานต่องานอีก 4 ปี เพื่อความรุ่งเรืองของอเมริกา

ขณะที่นายโจ ไบเดน ลงพื้นที่หาเสียงที่รัฐจอร์เจียซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน โดยนายไบเดนยังคงใช้ประเด็นการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 เพื่อโจมตีนายทรัมป์ หลังทำเนียบขาวประกาศยอมแพ้ต่อการควบคุมโรคโควิด-19 พร้อมย้ำว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลของนายทรัมป์ ไม่เคยพยายามอย่างจริงจังในการจัดการกับโรคระบาดนี้ นอกจากนี้ นายไบเดนยังให้คำมั่นว่าหากเขาชนะการเลือกตั้ง เขาจะเข้าไปจัดการปัญหาทั้งสถานการณ์โรคโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน นายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงพื้นที่หาเสียงช่วยนายไบเดน ที่รัฐฟลอริดา โดยโจมตีว่านายทรัมป์ มักบ่นเรื่องโควิด-19 แทบทุกครั้งที่ขึ้นเวทีหาเสียง เพราะนายทรัมป์อิจฉาที่สื่อนำเสนอข่าวโควิด-19 มากกว่าข่าวของนายทรัมป์ นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังปล่อยให้ทำเนียบขาว กลายเป็นเขตพื้นที่สีแดงหรือเขตที่มีการระบาดของโรคด้วย

ล่าสุด มีรายงานผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากกว่า 70 ล้านคนแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ หลังวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 พ.ย. 2563 เพื่อนับผลคะแนนเลือกตั้งที่ส่งผ่านระบบไปรษณีย์